เนื้อหาทั้งหมด

**ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า ล่าสุดแตะ 10,470จุด

**ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า ล่าสุดแตะ 10,470จุด

ดัชนี ดาวโจนส์ ล่วงหน้า: ตลาดหุ้นนิวยอร์ค เวลา 10:43 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 10,470.00 จุด เพิ่มขึ้น 4.00 จุด ทั้งนี้เปิดตลาดที่ระดับ 10,445.00 จุด ปิดตลาดครั้งก่อนที่ระดับ 10,466.00 จุด หรือ 0.04 %

**ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า ล่าสุดแตะ 10,470จุด

**ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า ล่าสุดแตะ 10,470จุด

ดัชนี ดาวโจนส์ ล่วงหน้า: ตลาดหุ้นนิวยอร์ค เวลา 10:43 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 10,470.00 จุด เพิ่มขึ้น 4.00 จุด ทั้งนี้เปิดตลาดที่ระดับ 10,445.00 จุด ปิดตลาดครั้งก่อนที่ระดับ 10,466.00 จุด หรือ 0.04 %

บล.เคจีไอ รายงานภาวะGold Futures28/12/52

บล.เคจีไอ รายงานภาวะGold Futures28/12/52

บล.เคจีไอ : รายงานภาวะ Gold Futures รายวัน 28/12/52  แนวรับ: 17,250/17,110     แนวต้าน: 17,950/18,360 ทิศทางตามเทคนิค:  ระยะสั้น GFZ09 กลับมาปรับตัวขึ้นพ้นกรอบการแกว่งตัวลง ทำให้ทิศทางในระยะสั้น เปลี่ยนทิศทางเป็นการแกว่งตัวออกด้านข้างหรือแกว่งตัวขึ้น แนะนำให้สังเกตทองคำโลกที่บริเวณ 1,110 เหรียญ หากยืนเหนือได้ทิศทางระยะสั้นจะเป็นการแกว่งตัวขึ้นไปที่แนวต้าน1,120 หรือ 1,140 เหรียญตามลำดับ ในขณะที่หากยังไม่สามารถยืนเหนือได้ มีโอกาสอ่อนตัวลงมาใกล้แนวรับหลักอยู่ที่บริเวณ 1,070 เหรียญเป็นลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้างคำแนะนำ: แนะนำให้ เปิดฐานะ Long ตามหากทองคำโลกยืนเหนือ 1,110 เหรียญได้ หรือแนะนำให้เปิดสถานะ Short ในกรณีต่ำกว่า ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำ: ตีมทองคำที่เป็นสินทรัพย์ทดแทนดอลลาร์หมดไปหลังจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และแนวโน้มการฟื้นตัวของยุโรปช้ากว่าสหรัฐ ส่งผลให้ยูโรอ่อนค่าและดอลลาร์แข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบ ซึ่งโดยรวมส่งผลกระทบต่อความต้องการถือทองคำค่อนข้างมาก รวมไปถึงธนาคารกลางต่างๆที่อาจจะเริ่มชะลอการซื้อทองคำลง หากดอลลาร์เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ปีหน้ายังพอมีตีมหลักที่จะส่งผลบวกแก่ทองคำได้ คือ ตีมเรื่องความกังวลเงินเฟ้อ เนื่องจากสภาพคล่องที่ธนาคารกลางต่างๆอัดฉีดยังคงอยู่ในระบบ และธนาคารกลางต่างๆยังไม่กล้าที่จะถอนสภาพคล่องออกจากระบบหรือขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวบ้าง ทำให้เกิดความกังวลต่อเงินเฟ้อในช่วงก่อนที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ย (เบื้องต้นคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน ส.ค. โดยให้เหตุผลว่ายังคงมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่และตัวเลขเงินเฟ้อในปัจจุบันยังไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง) ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ปกป้องเงินเฟ้อได้ โดยสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทซอฟต์คอมโมดิตี้จะได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจพึ่งจะเริ่มฟื้นตัว ในขณะที่ทองคำอาจจะเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่พอจะได้รับความสนใจบ้างในฐานะที่สินค้าโภคภัณฑ์ที่สามารถปกป้องเงินเฟ้อได้        

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

           รายงานข่าวบนเว็บไซท์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า ดัชนีนิกเกอิปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 10,604.90 จุด สูงสุดรอบ 4 เดือน เพิ่มขึ้น 110.19 จุด หรือ +1.05%            ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นโตเกียวปิดเช้าบวก เป็นผลมาจากนักลงทุนช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 2.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1%  

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

นักค้าเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 33.34-33.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันคาดแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากเทรดเดอร์และนักลงทุนส่วนใหญ่จะหยุดการซื้อขายในช่วงใกล้วันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

           รายงานข่าวบนเว็บไซท์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า ดัชนีนิกเกอิปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 10,604.90 จุด สูงสุดรอบ 4 เดือน เพิ่มขึ้น 110.19 จุด หรือ +1.05%            ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นโตเกียวปิดเช้าบวก เป็นผลมาจากนักลงทุนช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 2.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1%  

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

           รายงานข่าวบนเว็บไซท์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า ดัชนีนิกเกอิปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 10,604.90 จุด สูงสุดรอบ 4 เดือน เพิ่มขึ้น 110.19 จุด หรือ +1.05%            ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นโตเกียวปิดเช้าบวก เป็นผลมาจากนักลงทุนช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 2.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1%  

บล.เอเซียพลัส: รายงานภาวะหุ้น 28/12/52

บล.เอเซียพลัส: รายงานภาวะหุ้น 28/12/52

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/12/52กลยุทธ์การลงทุน            ราคาหุ้นกลุ่มที่กระทบจากมาบตาพุด ปรับขึ้นใกล้ - เกิน ก่อนเกิดเหตุแล้ว ต้องระวังมากขึ้น            ประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวรอบใหม่ ต้องจับตามอง            กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แรงหนุนจากการเติบโตสินเชื่อปี 2553 KTB และ KBANK เด่น            SET Index มีโอกาสปรับขึ้นไปที่  735-740 จุด แนะนำสะสมหุ้น KBANK, TUF และ SAT       ราคาหุ้นกลุ่มที่กระทบจากมาบตาพุด ปรับขึ้นใกล้ - เกิน ระดับก่อนเกิดเหตุแล้ว ต้องระวังมากขึ้น             ปัญหาในมาบตาพุด เริ่มเห็นแนวทางการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมมาเป็นลำดับ โดยล่าสุดในวันพรุ่งนี้ (อังคารที่ 29 ธันวาคม 2552) ครม. จะนำเรื่องกฎเกณฑ์ในการจัดทำรายงานผลกระทบสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เข้าสู่การพิจารณา หลังจากนั้นจะออกเป็นกฎกระทรวง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่ในภาคเอกชนเองก็เริ่มเห็นแนวทางในการที่จะหลุดพ้นจากปัญหามากขึ้น หลังจากที่ศาลอนุมัติให้ บจ.สยามยามาโตะ สามารถดำเนินการต่อได้ ทำให้ให้หลายโครงการเดินหน้าเตรียมการตามแนวทางของ บจ.สยามยามาโตะ ซึ่งประเมินว่าน่าจะมี 5 – 6 โครงการที่น่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ เฉพาะอย่างยิ่งโรงแยกก๊าซ 6 ของ PTT อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในส่วนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฝ่ายวิจัยเห็นว่า ราคาหุ้นที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ได้ตอบสนองต่อแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวไปแล้วโดยที่หุ้นบางบริษัทพบว่าราคาปัจจุบันสูงกว่าราคาเมื่อ 29 ก.ย.2552 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฯ สั้งระงับ 76 โครงการ เช่น SCC, TPC, PTTEP ขณะที่ PTTCH, PTT, GLOW ราคาหุ้นปัจจุบันต่ำกว่าราคาเมื่อ 29 ก.ย.52 ประมาณ 6-7% ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับผลกระทบด้านประมาณการกำไรปี 2553 ที่คาดหมายไว้แล้ว ดังนั้นจากนี้ไปประเมินว่าราคาหุ้นจะตอบสนองต่อความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในมาบตาพุดน้อยลง แต่อาจตอบสนองจากปัจจัยอื่นแทน เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ PTTEP มีความโดดเด่นมากที่สุด ประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าวรอบใหม่ ต้องจับตามอง             ในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เคยนำประเด็นเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวขึ้นมาพิจารณา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวได้สร้างแรงกกดดันให้กับราคาหุ้นของกิจการที่มีการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวในสัดส่วนที่สูง หรือดำเนินธุรกิจอยู่ในประเภทที่อยู่ในบัญชีควบคุมค่อนข้างมาก ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมนำข้อเสนอเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณา ซึ่งมีข้อเสนออยู่ 2 แนวทาง คือ แนวทางผ่อนปรน และ แนวทางเข้มงวด โดยแนวทางผ่อนปรน จะเสนอให้ยกเลิกบางธุรกิจที่มีหน่วยงานเฉพาะควบคุมอยู่แล้วเช่น ธุรกิจหลักทรัพย์, การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า, ธุรกิจด้านการเงินอื่นๆ , คลังสินค้า และธุรกิจโรงเรียน ออกจากบัญชี 3 ส่วนแนวทางเข้มงวด จะมีการจัดตั้งหน่วยงานระดับนโยบายควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกำหนดให้ธุรกิจของคนต่างด้าวต้องแจ้งข้อมูลในการประกอบธุรกิจ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม โดยอาจจะเป็นประเด็นใหม่ที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดในอนาคต กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้แรงหนุนจากความคาดหวังเรื่องการเติบโตของสินเชื่อปี 2553 KTB, KBANK โดดเด่น              รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง กำหนดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อของสถานบันการเงินภาครัฐไว้ที่ 1 ล้านล้านบาทในปี 2553 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าการปล่อยสินเชื่อตามแผนดังกล่าวน่าจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง แนวทางดังกล่าวคาดว่าจะสร้างความคาดหวังที่ดีในเรื่องการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาลอย่างเช่น KTB ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เอกชน ส่วนใหญ่ก็มีการตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ระดับสูงเช่นกัน โดยภาพรวมคาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเติบโตประมาณ 7.2% นอกจากเรื่องการเติบโตสินเชื่อแล้ว เชื่อว่าทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่น่าจะปรับขึ้นในช่วง 2H53 ก็น่าจะเป็นผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว โดยภาพรวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็มีโอกาสที่น่าจะ Outperform ตลาดได้ไม่ยาก โดยที่ KTB และ KBANK น่าจะโดดเด่น             SET Index มีโอกาสปรับขึ้นไปที่ 735-740 จุด แนะนำสะสมหุ้น KBANK, TUF, และ SAT              นักลงทุนสถาบันในประเทศจะเป็นกลุ่มหลักที่มีอิทธิพลต่อตลาดในช่วงเวลา 3 วันทำการที่เหลือ โดยจากการศึกษาข้อมูลช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่าเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมียอดซื้อสุทธิที่โดดเด่นมาโดยตลอด โดยปี 2549 มียอดซื้อสุทธิ ช่วง 2 เดือน ดังกล่าวถึง 1.93 หมื่นล้านบาท, ปี 2550 อยู่ที่ 2.10 หมื่นล้านบาท ปี 2551อยู่ที่ 1.54 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 1.65 หมื่นล้านบาท ซึ่งโดยภาพรวมในปี 2552 น่าจะจบที่ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้แรงซื้อดังกล่าวน่าจะมีส่วนผลักดันให้ SET Index ปรับตัวขึ้นไปได้ต่อเนื่อง โดยมีโอกาสปรับขึ้นไปที่ 735 – 740 จุด  สำหรับหุ้นเด่นนอกจาก KBANK (Fair Value 103.06 บาท)  แล้ว ยังมีอีก 2 บริษัทคือ TUF (Fair Value 32.65 บาท) ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการเติบโตต่อเนื่องและเงินปันผล และ SAT (Fair Value 17.65 บาท) ซึ่งเป็น Turnaround Stock    

บล.กิมเอ็ง: รายงานภาวะตลาดหุ้น 28/12/52

บล.กิมเอ็ง: รายงานภาวะตลาดหุ้น 28/12/52

บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/12/52 แนวโน้มตลาดวันนี้            เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นในต่างประเทศส่วนใหญ่ต่างปิดทำการเนื่องในเทศกาลคริสมาสต์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจน ดังนั้นเราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายโดยรวมในวันนี้จะเบาบางเช่นเดียวกับวันศุกร์ที่ผ่านมาที่มูลค่าการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 5.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม upside ของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังมีอยู่มากพอควรจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศที่คาดว่าจะยาวไปถึงช่วงหลังปีใหม่ ดังนั้นนักลงทุนจึงควรเน้นลงทุนในหุ้นที่นักลงทุนสถาบันในประเทศนิยม โดยวันนี้เราขอแนะนำ PTT, CPALL และ TISCO           สัดส่วนยอดซื้อรวม / ยอดขายรวมของนักลงทุนสถาบันในประเทศพุ่งสูงกว่า 2 เท่าตัว: มันดูเป็นเรื่องไม่เกินความคาดหมายแต่อย่างใดที่นักลงทุนสถาบันในประเทศยังเดินหน้าซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องหลังเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF และ RMF ไหลเข้าไม่หยุด โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิอีก 704 ล้านบาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มียอดซื้อสุทธิรวมในเดือนนี้สูงถึง10,277 ล้านบาท คำถามที่หลายคนสงสัยอยู่ในเวลานี้คงหนีไม่พ้นว่านักลงทุนสถาบันในประเทศที่เดินหน้าซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จะเทขายทำกำไรหลังปีใหม่หรือไม่? เราคิดว่าไม่ และขอให้นักลงทุนซื้อหุ้นด้วยความมั่นใจ          นักลงทุนกำลังเริ่มนับถอยหลังสู่ปีใหม่: เราคาดว่าในสัปดาห์นี้จะไม่มีข่าวสารไหลเข้ามากระทบตลาดหุ้นไทยมากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างรอคอยเฉลิมฉลองปีใหม่ รวมถึงรอดูทิศทางข่าวสาร และตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า ในสัปดาห์นี้ the US Conference Board จะมีการรายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในคืนวันอังคาร และตัวเลขการขอสวัสดิการการว่างงานในคืนวันพฤหัสบดี สำหรับข่าวสารในประเทศ เราคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาในมาบตาพุด และเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะยังกดดันตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องไปในปีหน้า แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรทราบคือตลาดได้ตอบรับข่าวเชิงลบดังกล่าวไปมากแล้ว สำหรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่นั้นเราคาดว่ายังต้องใช้เวลาในอีกนานทีเดียว           นายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวว่ารัฐบาลอเมริกันอาจต้องร้องเพลงรออีกนาน หากจะให้จีนลอยค่าเงินหยวน: ข่าวที่เราคิดว่ามีความสำคัญในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคือบทสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า ของจีนที่กล่าวว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมปล่อยให้ค่าเงินหยวนเทียบเงินสกุลหลักแข็งค่าขึ้นตามข้อเรียกร้องของประเทศตะวันตก แม้รัฐบาลจีนยังมีปัญหาหลายๆเรื่องที่กำลังรอการแก้ไขในเวลานี้ทั้งกรณีปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหามูลค่าการส่งออกที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ค่าเงินหยวนในขณะนี้ยังถูกผูกติดอยู่กับค่าเงิน US dollar และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เราเชื่อว่าข่าวดังกล่าวจะผลักดันให้ค่าเงินบาท และเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น แม้เราจะไม่เผชิญแรงกดดันเหมือนเช่นที่จีนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวขึ้น 0.43 เหรียญสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 77.10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำสัญญาส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวขึ้น 10 เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ระดับ 1,104 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์   

บล.กรุงศรีอยุธยา: รายงานภาวะหุ้น28/12/52

บล.กรุงศรีอยุธยา: รายงานภาวะหุ้น28/12/52

บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/12/52 Market Recap and Trend: คาด SET เคลือนไหว Sideways ด้วยมูลค่าการซื้อบางเบาบางตลอดสัปดาห์                SET เคลื่อนไหวแคบๆ ตลอดวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปิดตลาดปรับสูงขึ้น 0.45% ปิดตลาดที่ 730.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 5,449 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 157 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET สัปดาห์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบางตลอดสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่หยุดการลงทุนก่อนช่วยหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ โดยการเข้าซื้อของกองทุนภายในประเทศผ่อนกองทุน LTF และ RMF จะยังเป็นปัจจัยหลักที่จะหนุนตลาดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2009 ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ได้ชะลอการลงทุนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ขณะที่มุมมองต่อ SET ในช่วงต้นปีหน้า เรายังคาดหวังการปรับสูงขึ้นของ SET จาก January Effects ตามแนวโน้มเศรษฐกิจ และแนวโน้มผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง Investment Strategy: ยังเน้นการเข้าซื้อกลุ่มหุ้นหลักต่อเนื่อง...รอขายหุ้นช่วง 1Q10 ที่บริเวณ 740-800 จุด                เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง โดยเน้นการเข้าสะสมหุ้นกลุ่มหลัก อย่างกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, PTTAR, TOP) ธนาคาร (BBL, KBANK, SCB,TISCO, KK) และอสังหาฯ (QH, AP, PS, LH) ที่คาดว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มนำการปรับขึ้นของ SET ในช่วงต้นปี 2010 โดยเราคงเป้าหมายการปรับสูงขึ้นของ SET ที่ 740-800 จุดเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นสำหรับปี 2010 เนื่องจากถ้าพิจารณาจาก Valuation ของ SET ณ.ปัจจุบัน แม้จะไม่ได้ “แพง” เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย P/E และ P/BV ในอดีต แต่ก็ไม่ได้ “ถูก” เช่นกัน ขณะที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามประเด็นทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง Top Picks PTT PTTEP BANPU TOP PTTAR BBL KBANK SCB KTB TISCO DCC SCC LH QH AP PS SPALI KSL TUF CPALL AOT STANLY SAT TTA Futures Strategy: สถานะ LONG ได้เปรียบต่อเนื่อง โดยคงจุด Trailing Stop ที่ 513 จุด AUTO: นำ MCOT ออกจากกลุ่มหุ้น Top Picks ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก              ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ตลาดน้ำมันนิวยอร์คปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ตลาดเงินนิวยอร์คปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ไม่มีดัชนีค่าระวางเรือเทกอง ปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส     

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

นักค้าเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 33.34-33.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันคาดแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากเทรดเดอร์และนักลงทุนส่วนใหญ่จะหยุดการซื้อขายในช่วงใกล้วันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

           รายงานข่าวบนเว็บไซท์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า ดัชนีนิกเกอิปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 10,604.90 จุด สูงสุดรอบ 4 เดือน เพิ่มขึ้น 110.19 จุด หรือ +1.05%            ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นโตเกียวปิดเช้าบวก เป็นผลมาจากนักลงทุนช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 2.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1%  

บล.กรุงศรีอยุธยา: รายงานภาวะหุ้น28/12/52

บล.กรุงศรีอยุธยา: รายงานภาวะหุ้น28/12/52

บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/12/52 Market Recap and Trend: คาด SET เคลือนไหว Sideways ด้วยมูลค่าการซื้อบางเบาบางตลอดสัปดาห์                SET เคลื่อนไหวแคบๆ ตลอดวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปิดตลาดปรับสูงขึ้น 0.45% ปิดตลาดที่ 730.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 5,449 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 157 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET สัปดาห์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบางตลอดสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่หยุดการลงทุนก่อนช่วยหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ โดยการเข้าซื้อของกองทุนภายในประเทศผ่อนกองทุน LTF และ RMF จะยังเป็นปัจจัยหลักที่จะหนุนตลาดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2009 ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ได้ชะลอการลงทุนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ขณะที่มุมมองต่อ SET ในช่วงต้นปีหน้า เรายังคาดหวังการปรับสูงขึ้นของ SET จาก January Effects ตามแนวโน้มเศรษฐกิจ และแนวโน้มผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง Investment Strategy: ยังเน้นการเข้าซื้อกลุ่มหุ้นหลักต่อเนื่อง...รอขายหุ้นช่วง 1Q10 ที่บริเวณ 740-800 จุด                เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง โดยเน้นการเข้าสะสมหุ้นกลุ่มหลัก อย่างกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, PTTAR, TOP) ธนาคาร (BBL, KBANK, SCB,TISCO, KK) และอสังหาฯ (QH, AP, PS, LH) ที่คาดว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มนำการปรับขึ้นของ SET ในช่วงต้นปี 2010 โดยเราคงเป้าหมายการปรับสูงขึ้นของ SET ที่ 740-800 จุดเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นสำหรับปี 2010 เนื่องจากถ้าพิจารณาจาก Valuation ของ SET ณ.ปัจจุบัน แม้จะไม่ได้ “แพง” เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย P/E และ P/BV ในอดีต แต่ก็ไม่ได้ “ถูก” เช่นกัน ขณะที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามประเด็นทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง Top Picks PTT PTTEP BANPU TOP PTTAR BBL KBANK SCB KTB TISCO DCC SCC LH QH AP PS SPALI KSL TUF CPALL AOT STANLY SAT TTA Futures Strategy: สถานะ LONG ได้เปรียบต่อเนื่อง โดยคงจุด Trailing Stop ที่ 513 จุด AUTO: นำ MCOT ออกจากกลุ่มหุ้น Top Picks ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก              ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ตลาดน้ำมันนิวยอร์คปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ตลาดเงินนิวยอร์คปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ไม่มีดัชนีค่าระวางเรือเทกอง ปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส     

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

นักค้าเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 33.34-33.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันคาดแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากเทรดเดอร์และนักลงทุนส่วนใหญ่จะหยุดการซื้อขายในช่วงใกล้วันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

บล.เคจีไอ รายงานภาวะGold Futures28/12/52

บล.เคจีไอ รายงานภาวะGold Futures28/12/52

บล.เคจีไอ : รายงานภาวะ Gold Futures รายวัน 28/12/52  แนวรับ: 17,250/17,110     แนวต้าน: 17,950/18,360 ทิศทางตามเทคนิค:  ระยะสั้น GFZ09 กลับมาปรับตัวขึ้นพ้นกรอบการแกว่งตัวลง ทำให้ทิศทางในระยะสั้น เปลี่ยนทิศทางเป็นการแกว่งตัวออกด้านข้างหรือแกว่งตัวขึ้น แนะนำให้สังเกตทองคำโลกที่บริเวณ 1,110 เหรียญ หากยืนเหนือได้ทิศทางระยะสั้นจะเป็นการแกว่งตัวขึ้นไปที่แนวต้าน1,120 หรือ 1,140 เหรียญตามลำดับ ในขณะที่หากยังไม่สามารถยืนเหนือได้ มีโอกาสอ่อนตัวลงมาใกล้แนวรับหลักอยู่ที่บริเวณ 1,070 เหรียญเป็นลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้างคำแนะนำ: แนะนำให้ เปิดฐานะ Long ตามหากทองคำโลกยืนเหนือ 1,110 เหรียญได้ หรือแนะนำให้เปิดสถานะ Short ในกรณีต่ำกว่า ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำ: ตีมทองคำที่เป็นสินทรัพย์ทดแทนดอลลาร์หมดไปหลังจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และแนวโน้มการฟื้นตัวของยุโรปช้ากว่าสหรัฐ ส่งผลให้ยูโรอ่อนค่าและดอลลาร์แข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบ ซึ่งโดยรวมส่งผลกระทบต่อความต้องการถือทองคำค่อนข้างมาก รวมไปถึงธนาคารกลางต่างๆที่อาจจะเริ่มชะลอการซื้อทองคำลง หากดอลลาร์เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ปีหน้ายังพอมีตีมหลักที่จะส่งผลบวกแก่ทองคำได้ คือ ตีมเรื่องความกังวลเงินเฟ้อ เนื่องจากสภาพคล่องที่ธนาคารกลางต่างๆอัดฉีดยังคงอยู่ในระบบ และธนาคารกลางต่างๆยังไม่กล้าที่จะถอนสภาพคล่องออกจากระบบหรือขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวบ้าง ทำให้เกิดความกังวลต่อเงินเฟ้อในช่วงก่อนที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ย (เบื้องต้นคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน ส.ค. โดยให้เหตุผลว่ายังคงมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่และตัวเลขเงินเฟ้อในปัจจุบันยังไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง) ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ปกป้องเงินเฟ้อได้ โดยสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทซอฟต์คอมโมดิตี้จะได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจพึ่งจะเริ่มฟื้นตัว ในขณะที่ทองคำอาจจะเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่พอจะได้รับความสนใจบ้างในฐานะที่สินค้าโภคภัณฑ์ที่สามารถปกป้องเงินเฟ้อได้        

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

นลท.ไล่เก็บหุ้นหนุนนิกเกอิปิดเช้าบวก

           รายงานข่าวบนเว็บไซท์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า ดัชนีนิกเกอิปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 10,604.90 จุด สูงสุดรอบ 4 เดือน เพิ่มขึ้น 110.19 จุด หรือ +1.05%            ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นโตเกียวปิดเช้าบวก เป็นผลมาจากนักลงทุนช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 2.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1%  

บล.กิมเอ็ง: รายงานภาวะตลาดหุ้น 28/12/52

บล.กิมเอ็ง: รายงานภาวะตลาดหุ้น 28/12/52

บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/12/52 แนวโน้มตลาดวันนี้            เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นในต่างประเทศส่วนใหญ่ต่างปิดทำการเนื่องในเทศกาลคริสมาสต์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจน ดังนั้นเราคาดว่ามูลค่าการซื้อขายโดยรวมในวันนี้จะเบาบางเช่นเดียวกับวันศุกร์ที่ผ่านมาที่มูลค่าการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 5.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม upside ของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังมีอยู่มากพอควรจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศที่คาดว่าจะยาวไปถึงช่วงหลังปีใหม่ ดังนั้นนักลงทุนจึงควรเน้นลงทุนในหุ้นที่นักลงทุนสถาบันในประเทศนิยม โดยวันนี้เราขอแนะนำ PTT, CPALL และ TISCO           สัดส่วนยอดซื้อรวม / ยอดขายรวมของนักลงทุนสถาบันในประเทศพุ่งสูงกว่า 2 เท่าตัว: มันดูเป็นเรื่องไม่เกินความคาดหมายแต่อย่างใดที่นักลงทุนสถาบันในประเทศยังเดินหน้าซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องหลังเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF และ RMF ไหลเข้าไม่หยุด โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิอีก 704 ล้านบาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มียอดซื้อสุทธิรวมในเดือนนี้สูงถึง10,277 ล้านบาท คำถามที่หลายคนสงสัยอยู่ในเวลานี้คงหนีไม่พ้นว่านักลงทุนสถาบันในประเทศที่เดินหน้าซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จะเทขายทำกำไรหลังปีใหม่หรือไม่? เราคิดว่าไม่ และขอให้นักลงทุนซื้อหุ้นด้วยความมั่นใจ          นักลงทุนกำลังเริ่มนับถอยหลังสู่ปีใหม่: เราคาดว่าในสัปดาห์นี้จะไม่มีข่าวสารไหลเข้ามากระทบตลาดหุ้นไทยมากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างรอคอยเฉลิมฉลองปีใหม่ รวมถึงรอดูทิศทางข่าวสาร และตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า ในสัปดาห์นี้ the US Conference Board จะมีการรายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในคืนวันอังคาร และตัวเลขการขอสวัสดิการการว่างงานในคืนวันพฤหัสบดี สำหรับข่าวสารในประเทศ เราคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาในมาบตาพุด และเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะยังกดดันตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องไปในปีหน้า แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรทราบคือตลาดได้ตอบรับข่าวเชิงลบดังกล่าวไปมากแล้ว สำหรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่นั้นเราคาดว่ายังต้องใช้เวลาในอีกนานทีเดียว           นายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวว่ารัฐบาลอเมริกันอาจต้องร้องเพลงรออีกนาน หากจะให้จีนลอยค่าเงินหยวน: ข่าวที่เราคิดว่ามีความสำคัญในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคือบทสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า ของจีนที่กล่าวว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมปล่อยให้ค่าเงินหยวนเทียบเงินสกุลหลักแข็งค่าขึ้นตามข้อเรียกร้องของประเทศตะวันตก แม้รัฐบาลจีนยังมีปัญหาหลายๆเรื่องที่กำลังรอการแก้ไขในเวลานี้ทั้งกรณีปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหามูลค่าการส่งออกที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ค่าเงินหยวนในขณะนี้ยังถูกผูกติดอยู่กับค่าเงิน US dollar และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เราเชื่อว่าข่าวดังกล่าวจะผลักดันให้ค่าเงินบาท และเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น แม้เราจะไม่เผชิญแรงกดดันเหมือนเช่นที่จีนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวขึ้น 0.43 เหรียญสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 77.10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำสัญญาส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวขึ้น 10 เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ระดับ 1,104 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์   

บล.กรุงศรีอยุธยา: รายงานภาวะหุ้น28/12/52

บล.กรุงศรีอยุธยา: รายงานภาวะหุ้น28/12/52

บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/12/52 Market Recap and Trend: คาด SET เคลือนไหว Sideways ด้วยมูลค่าการซื้อบางเบาบางตลอดสัปดาห์                SET เคลื่อนไหวแคบๆ ตลอดวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปิดตลาดปรับสูงขึ้น 0.45% ปิดตลาดที่ 730.41 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 5,449 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 157 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET สัปดาห์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบางตลอดสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่หยุดการลงทุนก่อนช่วยหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ โดยการเข้าซื้อของกองทุนภายในประเทศผ่อนกองทุน LTF และ RMF จะยังเป็นปัจจัยหลักที่จะหนุนตลาดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2009 ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ได้ชะลอการลงทุนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ขณะที่มุมมองต่อ SET ในช่วงต้นปีหน้า เรายังคาดหวังการปรับสูงขึ้นของ SET จาก January Effects ตามแนวโน้มเศรษฐกิจ และแนวโน้มผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง Investment Strategy: ยังเน้นการเข้าซื้อกลุ่มหุ้นหลักต่อเนื่อง...รอขายหุ้นช่วง 1Q10 ที่บริเวณ 740-800 จุด                เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง โดยเน้นการเข้าสะสมหุ้นกลุ่มหลัก อย่างกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, PTTAR, TOP) ธนาคาร (BBL, KBANK, SCB,TISCO, KK) และอสังหาฯ (QH, AP, PS, LH) ที่คาดว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มนำการปรับขึ้นของ SET ในช่วงต้นปี 2010 โดยเราคงเป้าหมายการปรับสูงขึ้นของ SET ที่ 740-800 จุดเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นสำหรับปี 2010 เนื่องจากถ้าพิจารณาจาก Valuation ของ SET ณ.ปัจจุบัน แม้จะไม่ได้ “แพง” เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย P/E และ P/BV ในอดีต แต่ก็ไม่ได้ “ถูก” เช่นกัน ขณะที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามประเด็นทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง Top Picks PTT PTTEP BANPU TOP PTTAR BBL KBANK SCB KTB TISCO DCC SCC LH QH AP PS SPALI KSL TUF CPALL AOT STANLY SAT TTA Futures Strategy: สถานะ LONG ได้เปรียบต่อเนื่อง โดยคงจุด Trailing Stop ที่ 513 จุด AUTO: นำ MCOT ออกจากกลุ่มหุ้น Top Picks ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก              ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ตลาดน้ำมันนิวยอร์คปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ตลาดเงินนิวยอร์คปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส              ไม่มีดัชนีค่าระวางเรือเทกอง ปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส     

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าที่ 33.34-33.36บ./ดอลล์

นักค้าเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 33.34-33.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันคาดแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากเทรดเดอร์และนักลงทุนส่วนใหญ่จะหยุดการซื้อขายในช่วงใกล้วันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ