รัฐบาลหว่านเงินไม่เน้น คนจน

รัฐบาลหว่านเงินไม่เน้น คนจน

รัฐบาลหว่านเงินไม่เน้น คนจน

หว่านเงินออกไปและหวังว่าคนจะใช้จ่าย รู้ได้ยังไงว่าคนจะใช้ บางประเทศเขาให้คูปองซื้อของ จะช่วย generate รายได้มากกว่า

จนถึงวินาทีนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าผลข้างเคียงจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐที่ส่งมาถึงประเทศไทย ทำให้เศรษฐกิจหัวทิ่มลงมาตั้งแต่ปลายปีก่อนจนถึงปีนี้ เป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี" ต้องเร่งแก้ไขเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจผงกหัวขึ้น และขยายตัวต่อไป แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้เร็ว จะคิดแค่การขุดดินแล้วฝังกลบซ้ำไปมา เพื่อให้คนมีงานทำและมีรายได้มาบริโภคอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ คำถามจึงอยู่ที่ว่าแล้วนโยบายอะไรที่รัฐบาลควรนำมาปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจทั้งระบบ รวมทั้งช่วยวางรากฐานสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

ดร.ปราณี ทินกร ศาสตราจารย์และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งที่น่าจะตอบคำถามนี้ในมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ผู้มากด้วยประสบการณ์ได้ดีไม่น้อย แต่ก่อนจะตอบคำถามว่ารัฐบาลควรทำอะไรต่อไป ปฏิเสธไม่ได้ที่จะวิเคราะห์และทำความเข้าใจนโยบายที่รัฐบาลประกาศดำเนินการไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้เห็นถึงประสิทธิผลของนโยบายเหล่านั้นและจุดอ่อนที่ยังต้องปรับแก้ไข

ดร.ปราณี ระบุว่าประสิทธิผลของนโยบายการคลัง จำเป็นต้องนำมาใช้พยุงเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับความเร็วในการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผล การมุ่งสู่กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อน ปัจจุบันหลังจากเศรษฐกิจชะลอตัวลง ผู้ที่ได้รับความยากลำบากมากที่สุดหนีไม่พ้นคนว่างงานที่มีเพียงแค่แรงงานเป็นสินทรัพย์ในการดำรงชีพ ต่างจากกลุ่มคนรวยที่มีเงินออมและสินทรัพย์ ที่สามารถดึงมาใช้ในยามเศรษฐกิจตกต่ำได้ โครงการของรัฐบาลควรมุ่งไปสู่กลุ่มคนว่างงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลางและล่างเป็นหลัก

ชี้ควรเน้นกลุ่มเป้าหมายปลายทาง

อีกทั้ง นโยบายที่รัฐบาลนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรดูที่เป้าหมาย ปลายทางของเงินที่ส่งไปว่า ก่อให้เกิดผลทวีคูณ (Multiplier effect) ต่อเศรษฐกิจในประเทศได้มากน้อยเพียงใด หากเม็ดเงินที่นำไปกระตุ้นเศรษฐกิจไปถึงมือคนระดับกลางถึงสูง อาจจะสร้างผลทวีต่อเศรษฐกิจในประเทศได้ไม่มากเหมือนกับคนชั้นกลางล่าง

"การเน้นการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อพยุงเศรษฐกิจโดยรวมก็จริง แต่ก็ต้อง focus ด้วย ถ้าเน้นการเติบโตแล้วเงินลงไปที่คนระดับกลางถึงสูงค่าใช้จ่ายที่คนเหล่านี้ใช้อาจจะเป็นสินค้านำเข้าซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลทวีคูณในประเทศ ต่างจากการให้คนในระดับกลางล่างที่ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายในประเทศ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีกว่า" ดร.ปราณี กล่าว

สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ ดร.ปราณี กล่าวว่า หากจัดกลุ่มนโยบายอาจจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท อย่างแรก คือ นโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น การต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ด้วยการไม่จัดเก็บค่าน้ำ ค่าไฟ หากใช้ไม่เกินกว่าที่รัฐบาลกำหนดนั้น แม้วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้น้อย แต่นโยบายนี้ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้มีผลเฉพาะต่อผู้ที่เดือดร้อนเท่านั้น เพราะผู้ที่มีรายได้สูงที่ใช้น้ำไฟน้อยก็ได้ประโยชน์ เช่น คนที่อาศัยในคอนโดราคาแพงที่อยู่คนเดียวก็อาจจะได้รับการยกเว้นค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น

หนุนแจกเงินคนชราแต่ต้องแม่นข้อมูล

นอกจากนี้ นโยบายการให้เบี้ยยังชีพคนชรา 500 บาท โดยหลักการดีในแง่ที่ช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย แม้จะเป็นนโยบายที่หว่านเงินแต่ถ้าคนชราส่วนใหญ่เป็นคนรายได้น้อยถือว่าดี ต้องดูรายละเอียดการปฏิบัติด้วยว่า รัฐบาลมีข้อมูลคนยากจนเพียงพอหรือไม่ ดังนั้นในทางปฏิบัติรัฐบาลต้องดูให้เข้าถึงคนชราที่มีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งควรมีการจัดทำข้อมูลเพื่อให้มีการจัดสรรงบประมาณที่ตรงกับกลุ่มผู้ที่เดือดร้อน ด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีข้อมูลในระดับใกล้ชิดมากกว่ารัฐบาลกลาง

ดร.ปราณี กล่าวว่า นโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล เป็นนโยบายที่เข้าข่ายลักษณะการหว่านเงินออกไป มากกว่าที่จะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะผู้ที่เดือดร้อน ดังนั้นควรศึกษารายละเอียดในการดำเนินการเพื่อให้เข้าถึงผู้รายได้น้อยเป็นหลัก แทนที่จะหว่านเงินออกไป

ชูเป้าหมายช่วยคนว่างงาน

"ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ รัฐบาลต้องทำตัวเป็นนายจ้าง เพื่อช่วยเหลือคนจน คนตกงาน ส่วนนโยบายการหว่านเงินออกไปและหวังว่าคนจะใช้จ่าย รู้ได้ยังไงว่าคนจะใช้ วิธีนี้ในบางประเทศเขาให้คูปองสำหรับเอาไปใช้จ่าย ซื้อของ ก็จะช่วย generate รายได้มากกว่าให้เงินไปเฉยๆ เพราะการแจกคูปองเก็บไว้ไม่ได้ จึงทำให้คนขายของออก สินค้าคงคลังก็ลดลง ผู้ผลิตก็ผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นการแจกเงินเฉยๆ ไม่รู้จะใช้หรือไม่ แต่ถ้าได้คูปองจะเป็นการบังคับให้คนใช้ใช้เพราะคูปองเก็บไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์"

ดร.ปราณี ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายการให้เงิน 2,000 บาทกับผู้ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทด้วยว่าคนที่มีเงินเดือนถึงจำนวนดังกล่าวไม่น่าจะใช่คนยากจนแท้จริง เพราะจากข้อมูลของสภาพัฒน์คนยากจนคือคนที่มีรายได้น้อยกว่า 1,386 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งเป็นคนที่ไม่อยู่ในประกันสังคม เป็นคนจนในชนบท กลับไม่ได้ประโยชน์จากการให้เงินช่วยเหลือคนยากจนดังกล่าว

นโยบายประเภทที่สอง ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว คือ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือคนตกงานซึ่งในสายตา ดร.ปราณี มองว่ายังมีการช่วยเหลือที่ไม่มากเห็นได้จากวงเงินงบประมาณเพียงแค่ 6,900 ล้านบาท ขณะที่มีงบกลางปีเพิ่มเติมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นงบประมาณเพื่อรองรับคนตกงานจึงควรมีมากกว่านี้

กระตุ้นอสังหาฯ เพิ่มจีดีพี

ส่วนประเภทที่สาม คือ นโยบายเกี่ยวกับการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง ดร.ปราณี มองว่าเป็นนโยบายที่ยอมรับได้เพราะกิจกรรมการก่อสร้างจะมีการเชื่อมโยงเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมหลายมิติ คือ มีผลต่ออุตสาหกรรมก่อนหน้า เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่นเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้ค่อนข้างมุ่งผลประโยชน์เพื่อคนชั้นกลางมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย

นโยบายประเภทที่สี่ คือ นโยบายการลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งโดยหลักการก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ต้องระวังการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปลอมขึ้นได้ ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ขึ้นก็จะทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้น ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

ดร.ปราณี กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลต่างๆ ที่ประกาศออกมาถือได้ว่าเป็นนโยบายประชานิยมแต่เป็นประชานิยมที่ไม่มุ่งที่คนยากจน เป็นการหว่านเงินให้กับคนชั้นกลางเพื่อมุ่งเป้าหมายที่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก แม้ที่จริงแล้วนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกับนโยบายการช่วยเหลือคนยากจนจะเป็นคนเรื่องกัน การใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หากสามารถทำให้เงินที่จ่ายออกไปตกอยู่ที่คนมีรายได้น้อย ซึ่งเป็นผู้ที่เดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลือ อีกทั้งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับเงินไปแล้วจะมีการใช้จ่ายมากกว่าที่จะเก็บไว้ ก็น่าจะดีกว่าการหว่านเงินออกไปโดยไม่ตรงกับกลุ่มผู้ที่เดือดร้อน

สรุปแล้ว ดร.ปราณี เห็นว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างเร่งด่วน รัฐบาลต้องหวังให้เกิดผลทวีคูณในการใช้จ่าย และหวังผลระยะยาวด้วย เช่นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ เพราะหากรัฐบาลคิดเพียงแค่ให้มีเงินลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็ว แต่ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจมากนักก็เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เนื่องจากเงินที่รัฐบาลนำมาใช้ล้วนแต่มีต้นทุนและกลายเป็นภาระทางการคลังในอนาคต

ทั้งนี้ การขาดดุลงบประมาณปี 2552 ของไทยจำนวน 3.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบถึง 20% ของงบรายจ่าย ซึ่งเกือบถึงกรอบเพดานการใช้จ่ายที่กำหนดไว้ตามกฎหมายแล้ว หรือขาดดุลคิดเป็นสัดส่วน 3.6% ของ จีดีพี ถือเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง จากการศึกษาในอดีตพบว่าหากงบขาดดุลเกิน 4% ของจีดีพีติดต่อกัน พร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะส่งผลให้ค่าเงินลดลงมาก จนกลายเป็นวิกฤติค่าเงิน

ดังนั้น หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณขาดดุล ก็ต้องระวังไม่ให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สามารถทำด้วยการนำเข้าที่น้อยลง โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย หรือ การท่องเที่ยวต่างประเทศ

ดร.ปราณี กล่าวถึงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่เพื่อทำโครงการวิจัยหรือเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินนโยบายระยะยาว เช่น นโยบายการจัดเก็บภาษีที่ดิน จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลการถือครองที่ดินที่ละเอียด จึงจะสามารถประเมินการจัดเก็บภาษีได้ถูกต้อง

Advertisement Replay Ad
ไขปัญหาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2560

ไขปัญหาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2560

'ไทยพาณิชย์' คาดหุ่นยนต์จะทำแรงงานไทยตกงาน 650,000 คน

'ไทยพาณิชย์' คาดหุ่นยนต์จะทำแรงงานไทยตกงาน 650,000 คน

'UBER' เตรียมขายกิจการในอาเซียนให้ 'Grab'

'UBER' เตรียมขายกิจการในอาเซียนให้ 'Grab'

'สตาร์บัคส์' จับมือ 'วีซ่า' เปิดตัวบัตรเครดิตของตัวเอง

'สตาร์บัคส์' จับมือ 'วีซ่า' เปิดตัวบัตรเครดิตของตัวเอง

'นครปฐมโมเดล' ปักธงจังหวัดไร้เงินสด นำร่องแห่งแรกของประเทศ

'นครปฐมโมเดล' ปักธงจังหวัดไร้เงินสด นำร่องแห่งแรกของประเทศ

[TME 2018] รวมโปรโมชันบัตรเครดิตในงาน Thailand Mobile Expo 2018

[TME 2018] รวมโปรโมชันบัตรเครดิตในงาน Thailand Mobile Expo 2018

'หอการค้าไทย' เผยผลสำรวจคอร์รัปชันยังรุนแรง จ่ายใต้โต๊ะสูงสุดในรอบ 3 ปี

'หอการค้าไทย' เผยผลสำรวจคอร์รัปชันยังรุนแรง จ่ายใต้โต๊ะสูงสุดในรอบ 3 ปี

ไทยครองแชมป์ประเทศที่มีความทุกข์ด้านเศรษฐกิจน้อยที่สุดในโลก

ไทยครองแชมป์ประเทศที่มีความทุกข์ด้านเศรษฐกิจน้อยที่สุดในโลก

'ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต' ร้านสะดวกซื้อของคนไทยก้าวไกลระดับหมื่นล้าน

'ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต' ร้านสะดวกซื้อของคนไทยก้าวไกลระดับหมื่นล้าน

เปิดสมรภูมิ ศึกชิงบัลลังก์เจ้าแม่เครื่องสำอางไทย

เปิดสมรภูมิ ศึกชิงบัลลังก์เจ้าแม่เครื่องสำอางไทย

แห่จอง “เจฟินคอยน์” เงินดิจิทัลไทยตัวแรก สวนทางคำเตือนแบงก์ชาติ

แห่จอง “เจฟินคอยน์” เงินดิจิทัลไทยตัวแรก สวนทางคำเตือนแบงก์ชาติ

เช็คด่วน! โรงพยาบาลเอกชนรับประกันสังคม 2561 ที่ไหนว่าง–ที่ไหนเต็ม

เช็คด่วน! โรงพยาบาลเอกชนรับประกันสังคม 2561 ที่ไหนว่าง–ที่ไหนเต็ม

'กยศ.' ลงดาบพวกเบี้ยวหนี้ ให้นายจ้างหักเงินเดือน เริ่ม มิ.ย.นี้

'กยศ.' ลงดาบพวกเบี้ยวหนี้ ให้นายจ้างหักเงินเดือน เริ่ม มิ.ย.นี้

บิ๊กตู่เฮอีก! อันดับงบประมาณไทยโปร่งใสมากขึ้น

บิ๊กตู่เฮอีก! อันดับงบประมาณไทยโปร่งใสมากขึ้น

'ฮาร์ทบีท' ลูกอมวาเลนไทน์พันล้าน

'ฮาร์ทบีท' ลูกอมวาเลนไทน์พันล้าน

แบงก์ชาติเตรียมอนุญาตร้านสะดวกซื้อให้บริการด้านการเงิน

แบงก์ชาติเตรียมอนุญาตร้านสะดวกซื้อให้บริการด้านการเงิน

‘กุหลาบ’ แพง สงขลาขายดอกไม้ช่อละ 500-3,000 บาท

‘กุหลาบ’ แพง สงขลาขายดอกไม้ช่อละ 500-3,000 บาท

ประกันสังคมเด้งรับนโยบายมีลูกช่วยชาติ เพิ่มสิทธิค่าคลอด-ค่าสงเคราะห์รายเดือน

ประกันสังคมเด้งรับนโยบายมีลูกช่วยชาติ เพิ่มสิทธิค่าคลอด-ค่าสงเคราะห์รายเดือน

'เยาวราช 4.0' เผยภาพสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกร ตกแต่งสไตล์จีน-ยุโรป

'เยาวราช 4.0' เผยภาพสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกร ตกแต่งสไตล์จีน-ยุโรป

'ราคาทองคำ' ช่วงตรุษจีนปรับลดลง

'ราคาทองคำ' ช่วงตรุษจีนปรับลดลง

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์