เจาะใจ ''ชุมพล ศิลปอาชา'' กับภารกิจพิชิตมรสุมภาคท่องเที่ยว

เจาะใจ ''ชุมพล ศิลปอาชา'' กับภารกิจพิชิตมรสุมภาคท่องเที่ยว

ตอนแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ก็เป็นห่วงว่า ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แล้วก็ไม่ใช่นักกีฬา แต่ต้องมาดูเรื่องท่องเที่ยวและกีฬา พอทำงานไปสักระยะก็รู้สึกว่าคืองานชิ้นหนึ่งที่ยังไม่คุ้นเคยช่วงแรก พอทำไปเริ่มคุ้นขึ้น ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ตอนนี้เลยไม่หนักใจ ไม่กดดัน มีความสุขในการแก้ปัญหา เพราะผมเป็นคนชอบแก้ปัญหา นี่คือความรู้สึกของ ชุมพล ศิลปอาชา น้องชายสุดที่รักของ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ต้องมานั่งเก้าอี้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงที่ภาคท่องเที่ยวอยู่ในขั้นวิกฤติ เพราะต้องเผชิญมรสุมการเมือง และวิกฤติเศรษฐกิจโลก และวันนี้ ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้กุมชะตาภาคการท่องเที่ยวคนนี้

ตั้งแต่รับตำแหน่ง ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ตอนเข้ามานั่งกระทรวงนี้ ปัญหาแรกที่เจอคือ วิกฤติเรื่องท่องเที่ยว ก็มารับช่วงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังปิดสนามบิน ซึ่งทำให้รายได้การท่องเที่ยวลดไปเกือบ 200,000 ล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวลดเกือบ 2 ล้านคน ผู้ประกอบการโรงแรม บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการรายย่อย เช่น สปา แพทย์แผนโบราณ รถตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ บริการอื่น ๆ ได้รับผลกระทบหมด ทุกคนอยู่ในอาการค่อนข้างวิกฤติ เกิดปัญหาคนว่างงานในภาคบริการจำนวนมาก นี่คือปัญหาใหญ่ วิธีแก้ปัญหา มี 2 แบบ แบบแรกไม่ต้องใช้งบประมาณ อีกแบบใช้งบประมาณ แบบที่ไม่ใช้งบประมาณ ได้แก่ มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 3 เดือน ตั้งแต่ 5 มี.ค.-4 พ.ค. 52 การลดค่าธรรมเนียมในการขึ้น-ลงอากาศยานหรือ แลนดิ้ง ฟี ลงมา 50-30% แล้วแต่สนามบิน แต่ส่วนใหญ่จะลด 50% การชี้แจงประชาสัมพันธ์ เดินสายนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ในประเทศ ต่าง ๆ ให้เข้าใจภาพลักษณ์ของประเทศไทยตอนนี้ว่าเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คนไทยจะไม่ยอมให้มีการปิดสนามบินอีก ไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ ให้เขารู้ว่าไทยพร้อมต้อนรับพวกเขาแล้ว การส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบิน การยกเว้นค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานต่าง ๆ 3 เดือน

นอกจากนี้ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรม โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายปีห้องละ 80 บาท ตาม พ.ร.บ.โรงแรมฉบับใหม่ ขอความร่วมมือให้ส่วนราชการปรับงบประมาณปี 52 มาใช้ประชุม สัมมนา มากขึ้น เพื่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ มีเงินหมุนเวียน โดยการ อบรมสัมมนาของราชการ ให้ใช้อุปกรณ์ และสถานที่ของภาคเอกชนทั้งหมด ขณะเดียวกันยังมีเรื่องสนับสนุนให้มีวันหยุดยาว จะได้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว โดยเสนอครม. ปรับวันหยุดแต่ละเดือนใหม่ ปรากฏว่าปรับของเดือน ก.ค.ได้ 1 วัน คือ ให้หยุดเพิ่มวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งเมื่อบวกกับวันหยุดอาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา จะทำให้เกิดวันหยุดต่อเนื่อง 5-6 วัน ส่วนเดือน ธ.ค. แทนที่จะหยุดชดเชยวันพ่อ ในวันที่ 6 ธ.ค. ก็เปลี่ยนให้ไปชดเชยวันที่ 11 ธ.ค. แทน จะได้หยุดต่อเนื่อง พฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์เลย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำไปหมดแล้ว ซึ่งไม่ได้ใช้งบประมาณอะไร

แบบที่ใช้งบประมาณ เช่น ของบ ประมาณ 1,000 ล้านบาท ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำโครงการฟื้นฟูภาพลักษณ์และกระตุรท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้ ททท. ทำแผนการดำเนินงานอยู่ ส่วนงบประมาณก็รอการอนุมัติเท่านั้น ได้เมื่อไหร่ ททท. จะนำไปใช้โครงการสำหรับตลาดในประเทศ 400 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 600 ล้านบาท นอกจากนี้กระทรวงฯ กำลังดำเนินการของบประมาณกลางปีเพิ่มเติมให้ ททท. เข้าใจว่า ไม่ช้านี้คงเบิกเงินได้ สำหรับที่ผ่านมา ททท. ก็จัดมหกรรมขายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไปบ้างแล้ว

อีกเรื่องที่ใช้งบประมาณ คือ ของบฯจากรัฐบาล 5,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการบางรายที่มีปัญหาสภาพคล่อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ปล่อยกู้ให้ธุรกิจบริการ โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ส่วนหนึ่ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ให้กู้เป็นอัตราต่ำ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติวงเงินกู้กับผู้ประกอบการไป 1,500 กว่าล้านบาทแล้ว เหลือวงเงินอีก 3,500 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ประกอบการที่ต้องการเงินกู้อยู่ แต่ติดขัดเรื่องกฎระเบียบ ความเข้มงวดของเอสเอ็มอีแบงก์ ทำให้การทำเรื่องขอกู้ต้องล่าช้าออกไป แต่คิดว่าคงอนุมัติได้เร็ว ๆ นี้ เพราะได้เจรจากับเอสเอ็มอีแบงก์ ให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ลงไปบ้าง

มองว่ารัฐบาลสนับสนุนการท่องเที่ยวเพียงพอหรือยัง

เรื่องความคิดกับโครงการเพียงพอแล้ว แต่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ ตอนนี้ตั้งงบประมาณปี 53 ไปเกือบ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ติดตลาดอยู่แล้ว ไปดูแลให้ดี ๆ ให้น่าท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่มี จุดบกพร่อง ไปสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่ต้องมองแล้วว่าคุ้มค่าจริง ๆ จึงทำ เนื่องจากต้องการให้นักท่องเที่ยวที่มาไทยพอใจมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยสำคัญมาก

ประเมินทิศทางท่องเที่ยวปีนี้ไว้อย่างไร

การท่องเที่ยวน่าจะกระเตื้องขึ้น แต่ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุชัดเจนว่าจะดีเท่าเดิม คิดว่าถ้าเดินทางไปโรดโชว์อีก เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, จีน, รัสเซีย และอินเดีย ก็คิดว่าจะช่วยให้การท่องเที่ยวดีขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมาไปโรดโชว์มาแล้ว อย่างน้อย 2 ประเทศ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ พูดเรียกความเชื่อมั่น ตอบคำถามต่างชาติด้วยตัวเอง ก็ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเชื่อมั่นมาไทยมากขึ้น

มีแนวคิดการทำงานอย่างไร

หลักคือ ทำงานตรงไปตรงมา มีเหตุมีผล เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ไม่ลังเล ต้องรู้จักเอาใจใส่ ศึกษางานทั้งหมด มีเรื่องอะไรมาอยู่บนโต๊ะ ต้องดูให้รู้ว่าคืออะไร ไม่ใช่ดูเฉพาะที่เขาเสนอมา ก็ต้องดูซักไซ้ไล่เลียง จนกระทั่งแน่ใจ ชัดเจนแล้ว ถึงค่อยสั่งการไป หลักทำงานมีแค่นี้ ละเอียด รอบคอบ เข้าไว้ แต่ไม่ใช่ช้า ผมเป็นคนสั่งงานเร็วมาก อ่านปุ๊บก็รู้

เรื่องโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด จะตัดสินใจอย่างไร

เรื่องอีลิท การ์ด เดี๋ยวสักพักก็จบ คิดว่าได้ข้อมูลมาพอสมควร แต่ยังไม่หมด ต้องรอให้ประมวลข้อมูลก่อน เรียบร้อยเมื่อไหร่ จะได้รู้เองว่าข้อมูลพอหรือไม่พอ ถ้าข้อมูลพอ เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะนำมาเสนอ ผมจะได้ตัดสินใจว่า จะไปทางซ้ายหรือขวา ขอใช้เวลาอีกนิด ตอนนี้กำลังตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างโดยละเอียด เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เน้นคุณภาพของงาน แต่ไม่ใช่ใช้เวลาเป็นปี ตอนนี้อีลิท การ์ด ก็หารายได้เข้ามาไม่ได้ หยุดการทำภาระผูกพันหมดแล้ว รับสมาชิกใหม่ไม่ได้ สัญญาผูกพันอะไรใหม่ไม่มี อะไรที่ยังไม่ผูกพันก็หยุด ที่ผูกพันไปแล้วเสียเปรียบ ก็ตั้งกรรมการสอบสวนทันที

กังวลว่าการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงจะกระทบการท่องเที่ยวหรือไม่

เรื่องการชุมนุมประท้วง ไม่ได้น่ากังวลนัก ก็เหมือนกับที่ต่างประเทศมีหยุดงานประท้วง ต่างชาติเข้าใจดี ถ้าไม่มีการปิดสนามบิน ก็ไม่มีปัญหาอะไร อีกอย่างตัวแทนจำหน่ายทัวร์ในต่างประเทศ จะทำหน้าที่เป็นสว่านเจาะ เข้าไปพูดอธิบายให้ต่างชาติฟังได้ว่า สถานการณ์ในไทยไม่ได้น่ากลัว ทั้งนี้มีความเห็นว่า เรื่องกลุ่มเสื้อแดงมาชุมนุม เป็นเรื่องดาบนั้นคืนสนอง คนจนตรอกแล้วก็ต้องสู้ตาย เป็นหลักธรรมดา แต่อย่าปล่อยให้คนจนตรอกมีหลายคน เพราะถ้าคนมากเท่าไหร่ ก็ผสมโรงเข้าไปเกิดเรื่องใหญ่ เวลานี้กระแสวิกฤติการเมืองยังอยู่ในแนวนอน แต่กำลังจะขึ้นไปแนวตั้งแล้ว ถ้าขึ้นไปแนวตั้งสูงสุดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นบ้านเมืองอยู่ไม่รอด ทุกองค์กรต้องพยายามหาทางแก้วิกฤติทางการเมืองก่อนวิกฤติอื่นทั้งสิ้น ต้องนับหนึ่งที่การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ตามมาทีหลัง ส่งออก ลงทุน ตามมาทีหลัง เพราะถ้าแก้การเมืองไม่ได้ ทุกอย่างไม่ต้องไปสนใจ ไม่มีทางแก้ไขได้ และการยุบสภา หรือให้รัฐบาลลาออก ไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะถ้าทำเช่นนั้น ไปความขัดแย้งก็ยังอยู่ เป็นเรื่องของสีเหลืองสีแดง ไม่มีประโยชน์อะไร

ทางที่ควรทำคือ แก้รัฐธรรมนูญบางมาตราเสียก่อน ไม่ใช่แก้เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 กับปี 50 มาผสมกันแล้วต่อยอดขึ้นไป การแก้ปัญหาต้องทำโดยมีหลักการว่า ให้ความเป็นธรรมแก่คนที่ไม่ได้ทำผิด ใครไม่ได้ทำผิด ให้เขาไม่ต้องรับผิด ส่วนใครที่ทำผิด กระบวนการยุติธรรมจัดการ ไม่มีปัญหาอะไร เห็นด้วย ถ้าเริ่มต้นแก้แล้ว เท่ากับสลายแนวร่วมความขัดแย้งเกือบ 50% ของวิกฤติการเมืองนี้ออกไปเลย แล้วเรื่องต่าง ๆ จะค่อย ๆ คลี่คลายโดยธรรมชาติ สุดท้ายวิกฤติการเมืองจะสงบลง

ถ่ายทอดการทำงานได้อย่างเป็นกระบวนการ มีระบบระเบียบแบบนี้ สมแล้วกับที่เคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือมาก่อน ส่วนการผลักดันภาคการท่องเที่ยวของอาจารย์ท่านนี้ จะทำได้มากแค่ไหน คงต้องรอดูกันต่อไป.

Advertisement Replay Ad
อุตสาหกรรมอาหารมาแรง ครองแชมป์ขออนุญาตตั้งโรงงาน

อุตสาหกรรมอาหารมาแรง ครองแชมป์ขออนุญาตตั้งโรงงาน

'แบงก์ชาติ' ชี้แจง '7-Eleven' เป็นแค่ตัวแทนแบงก์กสิกร ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์

'แบงก์ชาติ' ชี้แจง '7-Eleven' เป็นแค่ตัวแทนแบงก์กสิกร ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์

มีทรัพย์สินใกล้รถไฟฟ้า สนามบิน ทางด่วน เตรียมเสียภาษีลาภลอย

มีทรัพย์สินใกล้รถไฟฟ้า สนามบิน ทางด่วน เตรียมเสียภาษีลาภลอย

ไขปัญหาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2560

ไขปัญหาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2560

'ไทยพาณิชย์' คาดหุ่นยนต์จะทำแรงงานไทยตกงาน 650,000 คน

'ไทยพาณิชย์' คาดหุ่นยนต์จะทำแรงงานไทยตกงาน 650,000 คน

'UBER' เตรียมขายกิจการในอาเซียนให้ 'Grab'

'UBER' เตรียมขายกิจการในอาเซียนให้ 'Grab'

'สตาร์บัคส์' จับมือ 'วีซ่า' เปิดตัวบัตรเครดิตของตัวเอง

'สตาร์บัคส์' จับมือ 'วีซ่า' เปิดตัวบัตรเครดิตของตัวเอง

'นครปฐมโมเดล' ปักธงจังหวัดไร้เงินสด นำร่องแห่งแรกของประเทศ

'นครปฐมโมเดล' ปักธงจังหวัดไร้เงินสด นำร่องแห่งแรกของประเทศ

[TME 2018] รวมโปรโมชันบัตรเครดิตในงาน Thailand Mobile Expo 2018

[TME 2018] รวมโปรโมชันบัตรเครดิตในงาน Thailand Mobile Expo 2018

'หอการค้าไทย' เผยผลสำรวจคอร์รัปชันยังรุนแรง จ่ายใต้โต๊ะสูงสุดในรอบ 3 ปี

'หอการค้าไทย' เผยผลสำรวจคอร์รัปชันยังรุนแรง จ่ายใต้โต๊ะสูงสุดในรอบ 3 ปี

ไทยครองแชมป์ประเทศที่มีความทุกข์ด้านเศรษฐกิจน้อยที่สุดในโลก

ไทยครองแชมป์ประเทศที่มีความทุกข์ด้านเศรษฐกิจน้อยที่สุดในโลก

'ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต' ร้านสะดวกซื้อของคนไทยก้าวไกลระดับหมื่นล้าน

'ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต' ร้านสะดวกซื้อของคนไทยก้าวไกลระดับหมื่นล้าน

เปิดสมรภูมิ ศึกชิงบัลลังก์เจ้าแม่เครื่องสำอางไทย

เปิดสมรภูมิ ศึกชิงบัลลังก์เจ้าแม่เครื่องสำอางไทย

แห่จอง “เจฟินคอยน์” เงินดิจิทัลไทยตัวแรก สวนทางคำเตือนแบงก์ชาติ

แห่จอง “เจฟินคอยน์” เงินดิจิทัลไทยตัวแรก สวนทางคำเตือนแบงก์ชาติ

เช็คด่วน! โรงพยาบาลเอกชนรับประกันสังคม 2561 ที่ไหนว่าง–ที่ไหนเต็ม

เช็คด่วน! โรงพยาบาลเอกชนรับประกันสังคม 2561 ที่ไหนว่าง–ที่ไหนเต็ม

'กยศ.' ลงดาบพวกเบี้ยวหนี้ ให้นายจ้างหักเงินเดือน เริ่ม มิ.ย.นี้

'กยศ.' ลงดาบพวกเบี้ยวหนี้ ให้นายจ้างหักเงินเดือน เริ่ม มิ.ย.นี้

บิ๊กตู่เฮอีก! อันดับงบประมาณไทยโปร่งใสมากขึ้น

บิ๊กตู่เฮอีก! อันดับงบประมาณไทยโปร่งใสมากขึ้น

'ฮาร์ทบีท' ลูกอมวาเลนไทน์พันล้าน

'ฮาร์ทบีท' ลูกอมวาเลนไทน์พันล้าน

แบงก์ชาติเตรียมอนุญาตร้านสะดวกซื้อให้บริการด้านการเงิน

แบงก์ชาติเตรียมอนุญาตร้านสะดวกซื้อให้บริการด้านการเงิน

‘กุหลาบ’ แพง สงขลาขายดอกไม้ช่อละ 500-3,000 บาท

‘กุหลาบ’ แพง สงขลาขายดอกไม้ช่อละ 500-3,000 บาท

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์