ตลาดคอมพิวเตอร์ แข่งลดราคากระตุ้นยอดขาย

ตลาดคอมพิวเตอร์ แข่งลดราคากระตุ้นยอดขาย

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคชะลอตัวลงอย่างมาก ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายสินค้าในหลายอุตสาหกรรมต้องประสบกับภาวะยอดจำหน่ายสินค้าลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer: PC) ที่เคยมีทิศทางสดใสมาโดยตลอด แต่ในปีนี้ก็อาจต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นตลาดสินค้าไอทีก็คือนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตนำเสนอออกสู่ตลาด โดยในปีที่แล้วต่อเนื่องจนถึงปีนี้นวัตกรรมที่ออกมาสู่ตลาดพีซีและกลายเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ก็คือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขนาดเล็ก (Mini Notebook) ขณะที่ในภาพรวมแนวโน้มราคายังคงลดลงต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการหวังว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดพีซีให้กลับมาคึกคักท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ

ที่ผ่านมาตลาดพีซีของไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีแนวโน้มสดใสมาโดยตลอด โดยมีอัตราการเติบโตตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 13.6% สาเหตุการเติบโตของตลาดพีซีก็มาจากการที่คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันไปแล้วทั้งในด้านการเรียนและการทำงาน โดยถูกนำไปใช้ในเกือบทุกสาขา อาทิ การศึกษา สาธารณสุข ความมั่นคง การค้าขาย อุตสาหกรรม บริการ และอื่นๆ ส่งผลให้มีการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปใช้งานทั้งที่บ้านและที่ทำงานเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม จำนวนคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก โดยในปี 2551 มีอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ต่อประชากรอยู่ที่ประมาณ 13.7 เครื่องต่อประชากร 100 คน ขณะที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ในระดับสูง ได้แก่ ออสเตรเลียประมาณ 77.6 เครื่องต่อประชากร 100 คน สิงคโปร์ประมาณ 70.7 เครื่องต่อประชากร 100 คน อีกทั้งผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น ชี้ให้เห็นถึงการขาดโอกาสการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของประชากรในเขตชนบทอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยยกระดับคุณภาพทางการศึกษาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนให้สูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของโอกาสในการขยายตลาดพีซีของผู้ประกอบการก็ถือว่ายังคงมีโอกาสอยู่อีกมาก

สำหรับแนวโน้มตลาดพีซีในปี 2552 ต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันอย่างหนักจากวิฤตเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอลงอย่างมาก ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะปรับลดค่าใช้จ่ายลงและอาจชะลอระยะเวลาการซื้อเครื่องใหม่ออกไป จากเดิมที่จะมีระยะเวลาการเปลี่ยนเครื่องใหม่ประมาณ 3-4 ปี ก็อาจหันมาใช้งานนานขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะซบเซาทั้งในปีนี้และปีหน้า โดยในช่วงต้นปีที่มีงานคอมพิวเตอร์แฟร์ขนาดใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการ แต่สำหรับปีนี้แม้ยอดขายโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของมูลค่ากลับลดลง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าตลอดทั้งปีผู้ประกอบการคอมพิวเตอร์อาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้น โดยอาจเกิดการแข่งขันกันลดราคาเพื่อพยายามรักษายอดขายให้เติบโตหรือใกล้เคียงกับปีก่อน

แต่ท่ามกลางภาวะวิกฤตเช่นนี้ผู้ประกอบการอาจต้องปรับลดราคาลงอย่างมากจึงจะกระตุ้นกำลังซื้อให้กลับมาได้ ซึ่งการปรับลดราคาก็จะกระทบต่อผลกำไรของผู้ประกอบการตามมาด้วย อย่างไรก็ตาม อาจมีปัจจัยช่วยส่งเสริมตลาดจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ที่ผู้ประกอบการพีซีหลายรายเข้าร่วมโครงการเพิ่มมูลค่าเช็คให้สูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นยอดขายได้บางส่วน

สำหรับตลาดผู้บริโภคถือว่ามีความสำคัญต่อตลาดพีซีโดยรวมอย่างมาก โดยมีสัดส่วนกว่า60% ขณะที่ตลาดภาคธุรกิจแม้ในบางองค์กรที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักก็อาจต้องเลื่อนการลงทุนจัดซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ออกไป เนื่องจากต้องเร่งปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง แต่สำหรับบางองค์กรที่ประสบปัญหาไม่หนักก็อาจหันมาลงทุนด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานและอาจช่วยลดภาระการจ้างแรงงานลงได้บางส่วน รวมทั้งแนวโน้มที่ภาคธุรกิจจะมุ่งไปสู่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ก็อาจช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายพีซีได้เช่นกัน โดยปีนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดผู้ประกอบการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กรายใหม่ๆ มากขึ้น

ที่ผ่านมาภาคธุรกิจมีสัดส่วนในตลาดประมาณ 25% สำหรับภาครัฐแม้จะมีกำลังซื้อจากนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐ แต่โครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงโครงการขนาดเล็กเท่านั้น จึงอาจช่วยกระตุ้นตลาดได้ไม่มากนัก ซึ่งต้องรอโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลวงเงิน 1.57 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2553-2555 โดยคาดว่าจะมีวงเงินในโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ประมาณ 15,000 ล้านบาท

หากพิจารณาตามประเภทของพีซีในตลาด คาดว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop PC) จะมีแนวโน้มยอดขายลดลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (Notebook) มากขึ้น จากราคาที่ลดลงและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากงานคอมพิวเตอร์แฟร์ในช่วงต้นปีซึ่งเป็นครั้งแรกที่เดสก์ท็อปไม่ติด 10 อันดับสินค้าที่ขายดี ซึ่งคาดว่าในปีนี้สัดส่วนยอดขายโน้ตบุ๊กจะสูงกว่าเดสก์ท็อปเป็นปีแรก

อย่างไรก็ตาม โน้ตบุ๊กเองก็อาจต้องเผชิญภาวะการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาทำตลาดของมินิโน้ตบุ๊กแม้ในช่วงแรกจะเข้ามาทำตลาดในลักษณะเครื่องที่สอง แต่หลังจากแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้งานที่สูงขึ้น ประกอบกับขนาดที่เล็กกะทัดรัดและราคาถูกกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไปอย่างมาก ทำให้มินิโน้ตบุ๊กเข้ามาเป็นคู่แข่งที่สำคัญ โดยเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาที่ใช้งานทั่วไปและอินเตอร์เน็ต รวมทั้งยังเหมาะกับวัยทำงานซึ่งส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์ใช้ในที่ทำงานอยู่แล้ว แต่มินิโน้ตบุ๊กจะเข้าไปเสริมการใช้งานในลักษณะใช้นอกสถานที่สำหรับติดต่อสื่อสารด้วยอินเตอร์เน็ต

นอกจากนี้ แนวโน้มล่าสุดมินิโน้ตบุ๊กจะสามารถรองรับระบบ 3G และ WiMAX ทำให้จะเป็นปัจจัยเสริมสำคัญในการเติบโตของยอดขายมินิโน้ตบุ๊ก รวมทั้งอาจเห็นแนวโน้มที่ผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่จะหันไปแข่งขันและเข้าสู่ตลาดมินิโน้ตบุ๊กมากขึ้น ซึ่งคาดว่าผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะใช้จุดแข็งจากฐานลูกค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่เดิม โดยอาจออกแบบให้มินิโน้ตบุ๊กสามารถรองรับหรือมีฟังก์ชันการใช้งานที่สอดคล้องและสนับสนุนการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับในปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ายอดขายพีซีรวมทั้งตลาดจะมีประมาณ 2.6-2.8 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีประมาณ 2.58 ล้านเครื่อง โดยที่แนวโน้มราคาจำหน่ายต่อเครื่องยังคงลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ด้านราคามาเป็นตัวกระตุ้นยอดขาย ส่งผลให้มูลค่าตลาดพีซีโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 46,000-48,400 ล้านบาท หดตัวประมาณ 3-8% จากปีก่อนที่ขยายตัวประมาณ 23.5% ทั้งนี้ ยอดขายพีซีที่เพิ่มขึ้นนั้นจะมาจากยอดขายโน้ตบุ๊กและมินิโน้ตบุ๊กที่ยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่สำหรับเดสก์ทอปคาดว่าจะมียอดขายลดลง

Advertisement Replay Ad
เกาหลีใต้ขาดดุลกิมจิให้จีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เกาหลีใต้ขาดดุลกิมจิให้จีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รัฐเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานรับค่าจ้างใหม่

รัฐเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานรับค่าจ้างใหม่

'แอปเปิล' พร้อมทุ่มจ่ายภาษี 1.2 ล้านล้านบาท เตรียมหอบกำไรกลับบ้านเกิด

'แอปเปิล' พร้อมทุ่มจ่ายภาษี 1.2 ล้านล้านบาท เตรียมหอบกำไรกลับบ้านเกิด

ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สามจังหวัดตะวันออกสูงสุด-สามชายแดนใต้ต่ำสุด

ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สามจังหวัดตะวันออกสูงสุด-สามชายแดนใต้ต่ำสุด

8 วิธีจุดกระแสให้ปังบนโลกออนไลน์

8 วิธีจุดกระแสให้ปังบนโลกออนไลน์

10 สุดยอด CEO ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน

10 สุดยอด CEO ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน

เลี้ยงลูกจนโตใช้เงินเท่าไหร่

เลี้ยงลูกจนโตใช้เงินเท่าไหร่

กระตุ้นคนมีลูกเพิ่ม รัฐช่วยลดหย่อนภาษีแถมค่าฝากครรภ์-ทำคลอด

กระตุ้นคนมีลูกเพิ่ม รัฐช่วยลดหย่อนภาษีแถมค่าฝากครรภ์-ทำคลอด

5 เทคนิคขั้นเทพ สร้างยอดขายปังทะลุเป้า

5 เทคนิคขั้นเทพ สร้างยอดขายปังทะลุเป้า

ไขตัวเลขมูลค่าแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลก

ไขตัวเลขมูลค่าแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลก

5 เหตุผลผลักดัน 'Bitcoin' มีมูลค่าถึง 100,000 ดอลลาร์

5 เหตุผลผลักดัน 'Bitcoin' มีมูลค่าถึง 100,000 ดอลลาร์

ม.หอการค้าฯ คาดส่งออกปีนี้แตะ 6.3%

ม.หอการค้าฯ คาดส่งออกปีนี้แตะ 6.3%

กางโพยอาณาจักรอาบอบนวดทำเงินเท่าไหร่

กางโพยอาณาจักรอาบอบนวดทำเงินเท่าไหร่

ตลาดจีนหนุนส่งเสริม! ยอดขายรถ ‘โฟล์กสวาเกน’ ปี 2560 สูงทุบสถิติเป็นประวัติการณ์

ตลาดจีนหนุนส่งเสริม! ยอดขายรถ ‘โฟล์กสวาเกน’ ปี 2560 สูงทุบสถิติเป็นประวัติการณ์

'ปากีสถาน' เร่งแปรรูปสายการบินแห่งชาติภายในปีนี้

'ปากีสถาน' เร่งแปรรูปสายการบินแห่งชาติภายในปีนี้

'Mark Zuckerberg' แจงเหตุผลทำไมต้องรื้อโครงสร้าง News Feed

'Mark Zuckerberg' แจงเหตุผลทำไมต้องรื้อโครงสร้าง News Feed

เริ่มแล้ววันนี้! กู้ซื้อบ้านสวัสดิการคนจนดอกเบี้ยปีละ 2.75%

เริ่มแล้ววันนี้! กู้ซื้อบ้านสวัสดิการคนจนดอกเบี้ยปีละ 2.75%

เปิดยุทธศาสตร์สมาร์ทโฟน Huawei ปี 2018 และความร่วมมือครั้งสำคัญกับ JOOX

เปิดยุทธศาสตร์สมาร์ทโฟน Huawei ปี 2018 และความร่วมมือครั้งสำคัญกับ JOOX

4 เคล็ดลับเลือกหุ้นโต 10 เท่า

4 เคล็ดลับเลือกหุ้นโต 10 เท่า

เปิดหน้ากาก 'วอริกซ์' ยักษ์เล็กหน้าใหม่ชุดกีฬาไทย

เปิดหน้ากาก 'วอริกซ์' ยักษ์เล็กหน้าใหม่ชุดกีฬาไทย

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์