4 เรื่องน่ารู้ก่อนคิดลงทุนใน Bitcoin

4 เรื่องน่ารู้ก่อนคิดลงทุนใน Bitcoin

4 เรื่องน่ารู้ก่อนคิดลงทุนใน Bitcoin

Stock2morrow

สนับสนุนเนื้อหา

ณ เวลานี้คงไม่มีสินทรัพย์ไหนร้อนแรงเท่ากับ Bitcoin เงินสายพันธุ์ดิจิทัลที่โด่งดังที่สุดแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่กี่ปีมานี้การเรียก Bitcoin ว่าเป็น “สินทรัพย์” ยังเคยเป็นเรื่องตลก

จากต้นปี 2017 ถึงวันที่ 6 มิถุนายนนี้ Bitcoin ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแล้วกว่า 180% ในขณะที่ S&P500 ให้ผลตอบแทน 7% (หรือเทียบกับ SET ที่แทบไม่โต...) ภายในแค่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาราคาของ Bitcoin หนึ่งเหรียญพุ่งขึ้นถึง 1200 ดอลลาร์ ถ้าคิดผลตอบแทนตั้งแต่ตอนเงินสกุลนี้เพิ่งคลอดใหม่ๆ หากคุณลงทุน $100 กับมันตอนต้นปี 2011 ตอนนี้ Bitcoin ก้อนนั้นจะมีมูลค่าเกิน $700,000 แล้ว

จึงพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมนักลงทุนหลายคนที่ไม่เคยเหลียวแล Bitcoin ถึงเริ่มหันมาให้ความสนใจกับมันกันมากขึ้น เพราะนอกจากราคาที่พุ่งขึ้นจนทำให้หลายคนเกาหัวแล้ว ยังเป็นเพราะว่ามันก็น่าทึ่งเหมือนกันที่เงินสกุลนี้ที่ไม่มีใครดูแล ไม่จำเป็นต้องเชื่อในบุคคลหรือองค์กรใด ยังสามารถอยู่รอดมาได้หลังเหตุการณ์ปล้น hack เงินครั้งใหญ่ที่ตลาด Mt. Gox เมื่อ 3 ปีก่อน และล่าสุดก็มีข่าวดีจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประกาศรับว่า Bitcoin เป็นเงินถูกกฎหมายไปเมื่อเดือน

ในบทความนี้เราไปลองดูกันว่ามีประเด็นอะไรที่ควรคำนึงก่อนคิดลงทุนใน Bitcoin กันบ้างครับ

1. ความเสี่ยงและความผันผวนยังคงสูงอยู่
เราอาจจะรู้สึกอิจฉาบางคนที่ลงทุนกับ Bitcoin ในระยะแรกจนได้รับรางวัลมหาศาลตอนนี้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าพวกเขาก็ต้องขึ้นโรลเลอร์โคสเตอร์แห่งความผันผวนของราคาอันมหาโหดนานถึง 6 ปีเหมือนกัน
bit2
ตั้งแต่ปี 2011 ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนรายวันของ Bitcoin สูงกว่าค่าเงินทั่วไป 5 เท่าถึง 10 เท่า (ดังภาพ) ในช่วงเวลาเดียวกันความผันผวนรายวันของดัชนี SET อยู่ที่แค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่าทุกวันนี้ความผันผวนจะลดลงมามากแล้วก็ตาม ราคาของ Bitcoin ยังถูกกระทบได้อย่างรุนแรงด้วยหลายปัจจัย

ปัจจัยที่ว่านี้มีตั้งแต่ในมิติของความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในแต่ละประเทศว่าจะควบคุมมันอย่างไร ประเทศรัสเซียที่หลายคนเคยมองว่าต่อต้านเงินสกุลนี้ เริ่มเปิดแขนอ้ารับมันขึ้นเนื่องจากเขามองเห็นว่ามันเป็นช่องทางที่อาจทำให้เขารวบแก๊งฟอกเงินได้ ไปจนถึงมิติของนโยบายภาษีว่ารัฐบาลไหนจะพยายามบังคับให้บริษัท start up หรือตลาดซื้อขาย Bitcoin ในประเทศยอมแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานเพื่อเป็นการช่วยให้รัฐเก็บภาษีให้มากขึ้น

และที่สำคัญที่สุด เราต้องไม่ลืมมิติของความปลอดภัยในการดูแลรักษา wallet ดิจิทัลที่อาจถูกคุกคามจากเหตุการณ์การปล้น hack ครั้งใหญ่ๆ ได้ในอนาคต Bitcoin ต่างกับเงินธรรมดาๆ ทุกวันนี้ตรงที่ว่า เมื่อถูกปล้นแล้วจะถูกปล้นเลย เอาคืนมาไม่ได้ พิมพ์ใหม่มาชดเชยไม่ได้ แม้ว่าในอนาคตจะมีบริษัทรับรักษาความปลอดภัยของ wallet หรือมีการร่วมมือระหว่างบริษัทประกันกับธุรกิจเกี่ยวกับการเก็บรักษา Bitcoin มากขึ้น มันก็ยังเป็น “ของใหม่” ที่ยังทำให้หลายคนหวาดเสียวได้อยู่ดี

2. ปริมาณจำกัด ไม่ได้แปลว่าไร้อนาคตเสียทีเดียว
หลายคนคงเคยได้ยินกันแล้วว่าการจำกัดปริมาณเงินเป็นหนึ่งในจุดเด่นของกลุ่มสกุล Bitcoin เองก็จะมีการจำกัดปริมาณอยู่ที่ไม่เกิน 21 ล้าน BTC เท่านั้น ขณะนี้มีการ “ขุด” ไปได้แล้วประมาณ 16.4 ล้าน BTC คาดว่าเหรียญสุดท้ายจะถูกขุดในปี 2140

ด้วยเหตุนี้บางครั้ง Bitcoin จึงถูกวิจารณ์ว่าไม่ค่อยมีประโยชน์นักเนื่องจากปริมาณมันจำกัดเหลือเกินจะเอาไปหมุนเศรษฐกิจระดับเมืองที่มีคนเป็นล้านคนได้อย่างไร อันนี้เป็นคำวิจารณ์ที่คาดเคลื่อนเนื่องจาก Bitcoin สามารถถูกแบ่งเล็กลงไปได้ถึงจุดทศนิยม 8 ตำแหน่ง และถึงแม้ในวันนี้ตัวเลข 0.00000001 จะดูระคายตา ในอนาคตถ้ามีการใช้ Bitcoin กันอย่างแพร่หลายจริงๆ เราก็คงคุ้นกับการเรียกมันแบบย่อๆ ว่า “1 ซาโตชิ” (ชื่อผู้คิดค้น) นั่นแปลว่าคุณไม่จำเป็นต้องซื้อ Bitcoin 1 BTC เป็นหน่วยเต็มๆ ในกรณีที่ในอนาคตมันราคาขึ้นไปมากกว่านี้ จะซื้อแค่ 0.00001 BTC ก็ได้ไม่มีใครว่าครับ

3. ความสัมพันธ์กับราคาสินทรัพย์อื่นค่อนข้างต่ำ
จุดหนึ่งที่นักลงทุนเริ่มสนใจ Bitcoin กันมากขึ้นคือเพราะว่าราคาของมันไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นนัก (ยกเว้นกับสกุลดิจิทัลด้วยกันเอง) และเริ่มมีหลักฐานจากงานวิจัยแล้วว่ามันไม่ค่อยเคลื่อนไหวตาม fundamentals อื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ (https://arxiv.org/ftp/arxiv/papers/1405/1405.4498.pdf) แต่จะขึ้นอยู่กับตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์และอุปทานของตัวมันเองมากกว่า (มีคนสนใจมากขึ้นไหม ปริมาณการเทรดต่อวัน ฯลฯ) หากเป็นเช่นนี้ต่อไปมันจะเป็น “จุดขาย” สำหรับนักลงทุนที่ต้องการบริหารความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอของตน

4. อย่าลืมมอง cryptocurrency สกุลอื่น

bit3
ตั้งแต่ Bitcoin คลอดออกมาก็มีสกุลเงินดิจิทัลแบบ cryptocurrency อื่นๆ ออกมาให้ซื้อขายกันมากมาย (เท่าที่นับได้จากเว็บไซต์ coinmarketcap.com ก็ประมาณ 700 กว่าสกุลด้วยกัน) โดยสกุลที่ market capitalization สูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ตอนนี้มีแค่ 7 สกุลด้วยกัน เพราะเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าคุณค่าของ Bitcoin จะเสื่อมลงหากในอนาคตเราอาจพบว่าการดีไซน์ Blockchain ของ Bitcoin ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่น่าดึงดูดเท่าสกุลดิจิทัลอื่นๆ

สกุลดิจิทัลเหล่านี้มีทั้งที่เป็นโคลนของ Bitcoin ที่มีความแตกต่างในเรื่องของกฎของการขุดเงินหรือในการลงประชามติเพื่อเปลี่ยนแปลงการควบคุมระบบ ไปจนถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์โดยสิ้นเชิง แต่สำหรับสกุลหลักๆ แล้วจะต่างกันมากที่สุดในมิติของความเป็นไปได้ในการเอาไปต่อยอด

ยกตัวอย่างเช่น ระหว่าง Bitcoin กับ Ethereum แม้จะมีพื้นฐานเป็น Blockchain เหมือนกัน แต่เทคโนโลยีของ Ethereum ไม่ใช่แค่เพื่อเช็คความถูกต้องของธุรกรรมโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางที่น่าเชื่อถือ (เช่นธนาคารหรือแบงก์ชาติ) อย่างเดียว เทคโนโลยี smart contract (สัญญาอัฉริยะ) ของ Ethereum นั้นอำนวยให้เช็คสิ่งอื่นๆ ที่คอมพิวเตอร์โปรแกรมทำได้ด้วย สาวก Ethereum จึงเชื่อว่ามันน่าจะมาเปลี่ยนชีวิตคนในอนาคตได้มากกว่า Bitcoin เสียอีก

อีกความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามที่สุดในขณะนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “stablecoin” ซึ่งเป็นการสร้างเงินดิจิทัลที่มีเป้าหมายขจัดความผันผวนของราคาที่เป็นจุดอ่อนของเงินดิจิทัลแทบทุกสกุลโดยพยายามกระจายหน้าที่ของธนาคารกลางแบบ peer-to-peer

ใครจะชนะการแข่งขันระหว่างสกุลเงินดิจิทัลยังเป็นอะไรที่ยากที่จะพยากรณ์ได้ ในมุมหนึ่งหาก Bitcoin ยังคงครอง market share ที่สูงถึงครึ่งหนึ่งของตลาดเงินดิจิทัลและมีสภาพคล่องดีที่สุดอย่างนี้ได้ต่อไป ในอนาคตอาจได้รับสถานะเดียวกับการที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็น “สกุลเสาหลัก” ของโลกออฟไลน์ก็เป็นได้ แต่ในอีกมุมราคามันก็มีโอกาสตกเหลือศูนย์ได้เมื่อเกิดตัวเลือกที่ดีกว่ามากๆ ขึ้นมา


bit4
สุดท้ายนี้ต้องไม่ลืมว่าการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ยังคงมีความเสี่ยงสูงมาก (รวมถึงความกำกวมในการชำระภาษี) แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ความเคลื่อนไหวใหม่ๆ นี้ละสายตาไปโดยเฉพาะในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ครับ

ติดตามบทวิเคราะห์จากมุมมองเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่ายได้ที่ www.settakid.com
บทความจาก stock2morrow โดย คุณ ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

Advertisement Replay Ad
ชี้ช่องรวย! 10 ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2561

ชี้ช่องรวย! 10 ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2561

กองสลากแนะผู้ซื้อหวยเซ็นชื่อสลักกันถูกโกง

กองสลากแนะผู้ซื้อหวยเซ็นชื่อสลักกันถูกโกง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปีใหม่ 2561 คนกรุงใช้จ่าย 29,600 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปีใหม่ 2561 คนกรุงใช้จ่าย 29,600 ล้านบาท

ค้นหาคำตอบทำไม 'Facebook' จึงเป็นสรวงสวรรค์ของคนทำงาน

ค้นหาคำตอบทำไม 'Facebook' จึงเป็นสรวงสวรรค์ของคนทำงาน

สภาพัฒน์ฯ เผยไทยหลุดพ้นประเทศยากจนแล้ว

สภาพัฒน์ฯ เผยไทยหลุดพ้นประเทศยากจนแล้ว

รู้ก่อนรวย! เปิดโผธุรกิจดาวรุ่ง ดาวร่วง ปี 61

รู้ก่อนรวย! เปิดโผธุรกิจดาวรุ่ง ดาวร่วง ปี 61

เศรษฐกิจสหรัฐฯ การจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่พบปัญหาขาดแรงงานมีทักษะ

เศรษฐกิจสหรัฐฯ การจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่พบปัญหาขาดแรงงานมีทักษะ

แรงงานไทย ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเทรนด์หุ่นยนต์ - AI แทนที่

แรงงานไทย ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเทรนด์หุ่นยนต์ - AI แทนที่

7 เว็บขายของออนไลน์ฟรี ไม่ต้องตั้งร้านให้เสียเวลา

7 เว็บขายของออนไลน์ฟรี ไม่ต้องตั้งร้านให้เสียเวลา

เก็บเงินให้อยู่ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่รู้จักคำว่า 'เริ่มต้น'

เก็บเงินให้อยู่ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่รู้จักคำว่า 'เริ่มต้น'

ร้านเบอร์เกอร์ In-N-Out แซงหน้า Google บริษัทน่าทำงานปี 2018

ร้านเบอร์เกอร์ In-N-Out แซงหน้า Google บริษัทน่าทำงานปี 2018

กำจัดหนี้อย่างไรไม่ให้มีหนี้เพิ่ม-หนี้สะสมค้างอยู่

กำจัดหนี้อย่างไรไม่ให้มีหนี้เพิ่ม-หนี้สะสมค้างอยู่

เผยโฉมเพชร 709 กะรัต ที่มีมูลค่าสูงถึง 212 ล้านบาท

เผยโฉมเพชร 709 กะรัต ที่มีมูลค่าสูงถึง 212 ล้านบาท

ผักกวางตุ้งสดๆ เสิร์ฟผ่านเฟสบุ๊ค สร้างรายได้อย่างงามแก่เกษตรกร

ผักกวางตุ้งสดๆ เสิร์ฟผ่านเฟสบุ๊ค สร้างรายได้อย่างงามแก่เกษตรกร

คู่แฝด Winklevoss มหาเศรษฐีพันล้านจาก Bitcoin คือใคร?

คู่แฝด Winklevoss มหาเศรษฐีพันล้านจาก Bitcoin คือใคร?

แนะนำหนังสือ 5 เล่ม ที่ Richard Branson อยากให้คุณได้อ่าน

แนะนำหนังสือ 5 เล่ม ที่ Richard Branson อยากให้คุณได้อ่าน

​SME ควรรู้! 4 พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยปี 2018

​SME ควรรู้! 4 พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยปี 2018

คลังพึงพอใจนโยบาย 'ช็อปช่วยชาติ' ได้ผลตอบรับดี

คลังพึงพอใจนโยบาย 'ช็อปช่วยชาติ' ได้ผลตอบรับดี

เปิดอาณาจักรธุรกิจ 'Alibaba'

เปิดอาณาจักรธุรกิจ 'Alibaba'

เปิดรับฟังกฎหมายภาษีออนไลน์ก่อนนำเสนอเข้า ครม.พิจารณา

เปิดรับฟังกฎหมายภาษีออนไลน์ก่อนนำเสนอเข้า ครม.พิจารณา

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์