Information Overload ข้อมูลท่วมหัว เอาตัวไม่รอด!

Information Overload ข้อมูลท่วมหัว เอาตัวไม่รอด!

Information Overload ข้อมูลท่วมหัว เอาตัวไม่รอด!

ถ้าจะให้กล่าวถึงหนังสือสักเล่มที่อยู่ในใจผมตลอดกาลก็คงหนีไม่พ้น The Medium is the Massage (1967) ที่เขียนโดย Marshall McLuhan กับ Quentin Fiore ร่วมด้วย Jerome Agel เพราะแม้ว่าหนังสือจะได้รับการตีพิมพ์มาร่วมครึ่งศษวรรษ แต่แนวคิดที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอนั้นยังนับว่าใหม่ และสามารถนำมาปรับใช้กับโลกยุคข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ในเล่ม McLuhan นำเสนอแนวคิดที่ว่าสื่อกลาง (Medium : หนังสือ โทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต) ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ตามชื่อของมันอีกต่อไป แต่อาจมีอิทธิพลต่อตัวสาร (Message) ที่ต้องการส่งไปยังผู้รับได้ด้วย พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ว่าจะสมัยไหนล้วนมีส่วนในการช่วยก่อร่างแนวคิดของผู้คนในสังคมให้สอดรับกับวิธีที่เราใช้ในการสื่อสารที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยนั่นเอง ด้วยแนวคิดนี้ สื่อกลางจึงไม่เป็นกลางอีกต่อไป แต่อาจทำให้ตัวสารมีความผิดเพี้ยนไปจากเนื้อหาดั้งเดิมที่ต้องการสื่อไปในตอนแรก

ขอต้อนรับสู่ยุคข้อมูลล้นเกิน!
มหาอุกภัยที่ผ่านมาสะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลที่หลั่งใหลมาอย่างไม่ขาดสายทั้งจากสื่อเดิม (โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์) สื่อร่วมสมัย (Facebook, Twitter) ล้วนมอบข้อมูลมากมายให้กับเราทั้งที่จริงและไม่จริง รวมทั้งที่ไม่จริงแต่ทำให้กลายมาเป็นจริงได้ด้วยการบอกต่อผ่านปุ่ม "ไลค์" และ "แชร์" จนทำให้ผู้ที่ไม่มีวิจารณญาณมากพอตกเป็นเหยื่อของการแบ่งปันอย่างล้นเกินและกระแสข้อมูลที่ถ่าโถมเข้ามาโดยไม่มีการกลั่นกรอง

ถึงแม้ในยุคที่ข้อมูลได้รับการเปิดกว้างและใครๆ ก็เป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้เช่นในปัจจุบัน จะมีข้อดีตรงที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากอย่างที่คนยุคก่อนคงได้แต่ฝัน แต่ก็ใช่ว่าทุกเนื้อหาที่ได้รับการบอกต่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับ เทรนด์ในยุคปัจจุบันที่เน้นให้ผู้บริโภคแบ่งปันอย่างขาดสติไม่เพียงแต่จะทำลายสื่อกลางที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีการคิดค้นกันมาเท่านั้น แต่อาจจะเป็นการทำร้ายผู้ใช้โดยไม่รู้ตัวเพราะแยกแยะไม่ออกระหว่างคุณภาพกับปริมาณ

นี่เองที่เป็นเหตุผลหลักที่ใครๆ พากันต่อต้านระบบ Frictionless Sharing ของ Facebook ที่ผมนำเสนอไปเมื่อเล่มที่แล้ว และนี่เองที่ทำให้ Google ตัดสินใจเปิดบริการ Search Plus Your World เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเป็นการนำคอนเทนต์ที่ถูกแบ่งปันใน Google+ ของผู้ใช้มาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงผลค้นหาเพื่อเป็นการกลั่นกรองข้อมูลจากบรรดาสารพันเว็บฯ และตรงความต้องการมากทึ่สุด

และนี่เองที่ทำให้ในปลายเดือนเดียวกัน Twitter ได้เข้าซื้อกิจการ Summify บริการคัดกรองเนื้อหาที่ถูกแบ่งปันบนเครือข่ายสังคมของผู้ใช้ในแต่ละวัน แล้วนำเสนอแต่เฉพาะเนื้อหาที่น่าสนใจส่งตรงถึงผู้ใช้ผ่านทางอีเมล และก็ด้วยเหตุเดียวกันนี้เองที่ทำให้เนื้อหาที่นำเสนอโดยกลุ่ม "รู้สู้! flood" ที่แสดงน้องวาฬในระบบแอนิเมชั่นจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงน้ำท่วม เพราะเป็นการคัดกรองเอาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ แยกข้อเท็จจริงออกจากข่าวลือ แล้วนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจไม่ยากและนำไปใช้ได้จริง

ทิศทาง "การคัดกรองเนื้อหา" (Content Filtering หรือ Curation) กำลังได้รับการพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน เพราะไม่เพียงแต่จะสอดรับกับแนวโน้มข้อมูลล้นเกินดังที่กล่าวไป แต่เรายังสามารถนำวิกฤตินี้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติได้ Steve Rubel (www.steverubel.me) รองประธานฝ่ายบริหารของ Global Strategy and Insights for Edelman บริษัทประชาสัมพันธ์ชั้นนำของโลก ได้นำเสนอแนวคิด Media Cloverleaf ที่ได้แบ่งสื่อกลางในยุคปัจจุบันออกเป็น 4 ประเภทคือ

1. Traditional Media หรือสื่อเดิม เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ
2. TraDigital Media หรือสื่อร่วมสมัยกึ่งดั้งเดิมกึ่งดิจิตอล เช่น บล็อก เว็บไซต์ และเนื้อหาที่เป็นลูกผสมระหว่างบทความและโฆษณา เป็นต้น
3. Owned media หรือสื่อที่บรรดาแบรนด์ต่างๆ ผลิตขึ้นมาเอง ทั้งเพื่อเป็นการให้ความรู้กับผู้ใช้และเพื่อเป็นการขายสินค้าทางอ้อม เช่น บทความการเลือกซื้อกล้องอย่างไรให้โดยใจในเว็บไซต์ของผู้ผลิตกล้อง เป็นต้น
4. Social Media เช่น Facebook หรือ Twitter ซึ่งในปัจจุบันเป็นช่องทางที่แบรนด์สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและรวมทั้งเป็นเหมือนกับสะพานที่สามารถเชื่อมไปยังสื่อประเภทอื่นได้
อย่างไรก็ดี Rubel เตือนว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันมองสื่อทั้ง 4 ประเภทเป็นหนึ่งเดียว ไม่ได้แยกกันดังที่นำเสนอ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแบรนด์ที่จะต้องนำความจริงข้อนี้มาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ การสร้างสรรค์เนื้อหาที่ทรงคุณค่า ผนวกรวมกับเนื้อหาจากที่อื่นซึ่งข้องเกี่ยวกัน แล้วจึงนำเสนอผ่านช่องทางต่างๆ ที่เอื้อให้ผู้รับสารสามารถบอกต่อได้ง่ายนั้นนับเป็นวิธีการที่น่าสนใจในการเก็บเกี่ยวข้อดีของยุคข้อมูลล้นเกินในปัจจุบัน

Information Diet : มาลดความอ้วน (ข้อมูล) กันเถอะ!
ข้อมูลก็เหมือนกับสายน้ำ ตรงที่ยากจะไปหยุดยั้ง แน่นอนว่าในปัจจุบันเราคงไม่สามารถไปห้ามปรามการเผยแพร่ข้อมูลในโลกออกไลน์ได้ แบรนด์ดังต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงนี้ด้วยการสร้างสรรค์เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ผ่านทางช่องทางที่สามารถบอกต่อได้ง่าย แล้วผู้บริโภคอย่างเราล่ะจะทำอย่างไร แทนที่จะเลิกเล่น Facebook กับ Twitter ไปเลยอย่างสิ้นเชิง Clay Johnson ผู้เขียนหนังสือ The Information Diet : A Case for Conscious Consumption (2012) ได้นำเสนอวิธีการบริโภคข้อมูลอย่างมีสติและอย่างชาญฉลาดไว้ด้วยกันหลายประการ โดยเริ่มจาก 5 ขั้นตอนพื้นฐานคือ 

1. บันทึก
Johnson แนะนำให้เราหมั่นสังเกตว่าในแต่ละวันเรารับข้อมูลมาจากแหล่งใดบ้าง รวมทั้งให้กำหนดระยะเวลาที่เราจะใช้ในการรับข้อมูลจากสื่อนั้นๆ เช่น ตอนเช้าเราอาจเช็กเครือข่ายสังคมว่าประเด็นใดกำลังเป็นที่น่าสนใจ กลางวันอาจดูข่าวเที่ยงเพื่ออัพเดตความเคลื่อนไหว พอตกเย็นก็อาจอ่านบทความเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อรับข้อมูลเชิงลึก การแบ่งเวลาสำหรับบริโภคข้อมูลแต่ละประเภทจะช่วยให้เราตระหนักได้ว่าควรทำอะไรต่อไป เพราะหัวใจสำคัญของ Information Diet ไม่ได้อยู่ที่การบริโภคข้อมูลมากหรือน้อยเกิน แต่อยู่ที่การรู้ว่ากำลังบริโภคอะไรอยู่และสามารถตัดสินใจอย่างชาญฉลาดจากข้อมูลที่เรามี

2. เลิกดูทีวีซะ!
Johnson เสนอว่า ทีวี โดยเฉพาะช่องรายการเคเบิลทั้งหลายนั้นแทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย เพราะเป็นวิธีการบริโภคแบบ Passive ซึ่งก็คือเป็นวิธีการบริโภคที่เราถูกถ่าโถมด้วยข้อมูลแต่เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้มีโอกาสโต้ตอบกลับ ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีการบริโภคแบบ Active ที่เว้นช่องว่างให้เราคิดและลงมือทำอะไรบางอย่าง การรู้มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราฉลาดกว่าเดิม และข้อมูลที่เราได้รับมาคงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดถ้าไม่ได้ทำให้เรารู้จักคิด

3. ตั้งค่าระบบต่างๆ ให้เอื้อต่อการบริโภคอย่างมีสติ
ข้อมูลล้นเกินในปัจจุบันนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนเพราะแยกแยะข้อเท็จจริงไม่ออกแล้ว สื่อกลางยุคไอทีต่างๆ ยังทำให้เราสมาธิสั้นอีกด้วย เพราะลองนึกดูว่าผลจะเป็นอย่างไรเมื่อเราตั้งใจนั่งทำงานแล้วอยู่ๆ โทรศัพท์ดังขึ้น หลังจากคุยเสร็จแล้วสมาร์ทโฟนของเราเกิดสั่นเพราะมีเพื่อนมาคอมเมนต์ภาพแมวเหมียวลื่นหกล้มในห้องครัวที่เราแชร์ไว้เมื่อคืน แล้วอีกสักพักหนึ่งมีน้องทักเข้ามาใน WhatsApp ว่าไปหาอะไรทานกันเย็นนี้ไหม แล้วอีกสักครู่ Facebook ก็แจ้งเตือนมาว่ามีเพื่อนของเราส่งคำร้องขอให้เราไปร่วมเล่นเกมที่เพิ่งให้บริการใหม่ วนไปเรื่อยๆ แบบนี้ทั้งวันงานคงจะเสร็จอยู่หรอก เพราะฉะนั้น Johnson จึงแนะนำให้เราปิดการแจ้งเตือนบนบริการออนไลน์ทั้งหลายเพื่อไม่ให้มากวนเวลาทำงานของเรา รวมทั้งให้ติดตั้งปลั๊กอินอย่าง Adblock บนบราว์เซอร์เพื่อขจัดปัญหาโฆษณากวนใจเวลาเรากำลังหาข้อมูล

4. หมั่นสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองบ้าง
Johnson เสนอว่า การสร้างเนื้อหามีความสำคัญพอๆ กับการบริโภค เพราะเป็นวิธีการเดียวที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถตกผลึกทางความคิดและเข้าใจเนื้อหาได้แท้จริงหรือไม่ (เหมือนกับเวลาสอบนั่นแหละ) อาจสละเวลาสัปดาห์ละ 3-4 ชั่วโมง ในการเขียนบล็อกในประเด็นที่เราสนใจ ความยาวไม่ต้องมาก สัก 1,000 คำก็พอ ส่วนจะแบ่งปันให้คนอื่นอ่านหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แค่ขอให้เราสร้างคอนเทนต์อะไรบ้างเป็นใช้ได้ หรือหากใครไม่ถนัดเขียนก็อาจจะลองวิธีอื่นอย่างการนำเสนอวิธีการปรุงอาหารในรูปแบบวิดีโอแล้วโพสต์ลง YouTube เป็นต้น

5. อ่านหนังสือ
แม้ว่าปัจจุบันสื่อกลางที่ใช้ในการบอกผ่านตัวสารจะมีหลากหลายประเภทมากขึ้นดังที่กล่าวไป แต่สื่อดั้งเดิมอย่างหนังสือ (ทั้งแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์) ยังนับว่าเป็นสื่อสำหรับบริโภคเนื้อหาที่ดี เพราะว่าโดยธรรมชาติแล้ว หนังสือสามารถให้รายละเอียดเชิงลึกได้ดีกว่าบทความทั่วไปหรือเนื้อหาบนเครือข่ายสังคม แม้ว่าอาจไม่ได้อัพเดตทันใจบ้าง แต่ถ้าสำหรับการใช้อ้างอิงข้อเท็จจริงแล้วก็ยังนับว่าไม่มีสื่อใดสามารถทำได้มีประสิทธิภาพเท่า อีกทั้งหนังสือยังสามารถทำให้เรา "หลุด" เข้าไปในเนื้อหาเพราะว่ากำลังดื่มด่ำเหมือนเวลารับชมภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่องได้อีกด้วย

การปฏิวัติดิจิตอลทำให้เกิดการหลั่งใหลของข้อมูลข่าวสารมากมายจนเราไม่อาจตั้งตัวทัน เพราะไม่เพียงแต่การสื่อสารในยุคปัจจุบันจะทำได้อย่างรวดเร็วเพียงคลิกเท่าทั้น แต่ข้อมูลต่างๆ ที่ถ่าโถมมายังมากล้นเกินกว่าที่เราจะสามารถทำความเข้าใจหรือตีความได้ทันเวลา วิกฤติตรงนี้นับว่าเป็นโอกาสงามสำหรับผู้ที่สามารถมอบเครื่องมือสำหรับคัดกรองน้ำดีออกจากน้ำเสีย และสำหรับผู้ที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการบริโภคเนื้อหาให้เป็นอย่างชาญฉลาดเพราะคงไม่มียุคใดแล้วที่เราจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกเท่านี้

แต่ถึงอย่างไร การที่เรารู้มากกว่าไม่ได้หมายความว่าเราฉลาดกว่าคนรุ่นก่อนหรือคนที่ไม่มีโอกาสสัมผัสกับช่องทางการเข้าถึงข้อมูลอันรวดเร็ว หากขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถคิดและใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดจากข้อมูลที่เรามีได้หรือไม่ ความเห็นของผมถูกต้องหรือไม่ ลองกลับไปคิดเล่นๆ เป็นการบ้านดูครับ

Profile นักเขียน
falcon_mach_v-สรนาถ รัตนโรจน์มงคล
จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 48 ชื่นชอบและติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีมาตั้งแต่เด็กและบ้าคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่จำความได้ แต่เนื่องจากชอบอ่านข่าวและบทความตามเว็บไซต์มากกว่านั่งเขียนโปรแกรมจึงได้ตัดสินใจเรียนด้านนี้ ปัจจุบันประกอบอาชีพรับราชการ และเป็นนักเขียนบทความไอทีอิสระให้กับสื่อต่างๆ

 

Advertisement Replay Ad
จุฬาฯ ฟันธงปี 2561 ท่องเที่ยว-ส่งออก-การลงทุนของรัฐ ยังโตต่อเนื่อง

จุฬาฯ ฟันธงปี 2561 ท่องเที่ยว-ส่งออก-การลงทุนของรัฐ ยังโตต่อเนื่อง

กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันไม่มีการค้าร่วมกับเกาหลีเหนือแล้ว

กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันไม่มีการค้าร่วมกับเกาหลีเหนือแล้ว

4 วิธีคิดช่วยทำธุรกิจให้รุ่ง

4 วิธีคิดช่วยทำธุรกิจให้รุ่ง

ชี้ช่องรวย! 10 ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2561

ชี้ช่องรวย! 10 ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2561

กองสลากแนะผู้ซื้อหวยเซ็นชื่อสลักกันถูกโกง

กองสลากแนะผู้ซื้อหวยเซ็นชื่อสลักกันถูกโกง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปีใหม่ 2561 คนกรุงใช้จ่าย 29,600 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปีใหม่ 2561 คนกรุงใช้จ่าย 29,600 ล้านบาท

ค้นหาคำตอบทำไม 'Facebook' จึงเป็นสรวงสวรรค์ของคนทำงาน

ค้นหาคำตอบทำไม 'Facebook' จึงเป็นสรวงสวรรค์ของคนทำงาน

สภาพัฒน์ฯ เผยไทยหลุดพ้นประเทศยากจนแล้ว

สภาพัฒน์ฯ เผยไทยหลุดพ้นประเทศยากจนแล้ว

รู้ก่อนรวย! เปิดโผธุรกิจดาวรุ่ง ดาวร่วง ปี 61

รู้ก่อนรวย! เปิดโผธุรกิจดาวรุ่ง ดาวร่วง ปี 61

เศรษฐกิจสหรัฐฯ การจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่พบปัญหาขาดแรงงานมีทักษะ

เศรษฐกิจสหรัฐฯ การจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่พบปัญหาขาดแรงงานมีทักษะ

แรงงานไทย ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเทรนด์หุ่นยนต์ - AI แทนที่

แรงงานไทย ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเทรนด์หุ่นยนต์ - AI แทนที่

7 เว็บขายของออนไลน์ฟรี ไม่ต้องตั้งร้านให้เสียเวลา

7 เว็บขายของออนไลน์ฟรี ไม่ต้องตั้งร้านให้เสียเวลา

เก็บเงินให้อยู่ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่รู้จักคำว่า 'เริ่มต้น'

เก็บเงินให้อยู่ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่รู้จักคำว่า 'เริ่มต้น'

ร้านเบอร์เกอร์ In-N-Out แซงหน้า Google บริษัทน่าทำงานปี 2018

ร้านเบอร์เกอร์ In-N-Out แซงหน้า Google บริษัทน่าทำงานปี 2018

กำจัดหนี้อย่างไรไม่ให้มีหนี้เพิ่ม-หนี้สะสมค้างอยู่

กำจัดหนี้อย่างไรไม่ให้มีหนี้เพิ่ม-หนี้สะสมค้างอยู่

เผยโฉมเพชร 709 กะรัต ที่มีมูลค่าสูงถึง 212 ล้านบาท

เผยโฉมเพชร 709 กะรัต ที่มีมูลค่าสูงถึง 212 ล้านบาท

ผักกวางตุ้งสดๆ เสิร์ฟผ่านเฟสบุ๊ค สร้างรายได้อย่างงามแก่เกษตรกร

ผักกวางตุ้งสดๆ เสิร์ฟผ่านเฟสบุ๊ค สร้างรายได้อย่างงามแก่เกษตรกร

คู่แฝด Winklevoss มหาเศรษฐีพันล้านจาก Bitcoin คือใคร?

คู่แฝด Winklevoss มหาเศรษฐีพันล้านจาก Bitcoin คือใคร?

แนะนำหนังสือ 5 เล่ม ที่ Richard Branson อยากให้คุณได้อ่าน

แนะนำหนังสือ 5 เล่ม ที่ Richard Branson อยากให้คุณได้อ่าน

​SME ควรรู้! 4 พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยปี 2018

​SME ควรรู้! 4 พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยปี 2018

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์