ปมร้อนเศรษฐกิจ ระเบิดเวลารอรบ."ประยุทธ์ 1"

ปมร้อนเศรษฐกิจ ระเบิดเวลารอรบ."ประยุทธ์ 1"

ปมร้อนเศรษฐกิจ ระเบิดเวลารอรบ."ประยุทธ์ 1"

Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

นับถอยหลังต้อนรับรัฐบาลชุดใหม่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ซึ่งหน้าตาของคณะรัฐมนตรีจะหล่อเหลาสมคำคุยหรือไม่ คงไม่สำคัญเท่ากับงานที่รอตรงหน้า เพราะเวลานี้ปัญหาด้านเศรษฐกิจกำลังรอการเยียวยาจากทีมเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ ไม่มีเวลาให้ทดลองงานกันแล้ว

เริ่มที่การผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจทั้งปี ล่าสุด ภาครัฐวาดหวังผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ไว้ 2% แต่มีเอกชนบางฝ่ายมองว่าอาจลดลงไปถึง 1.5% เพราะภาคการผลิตค่อนข้างถดถอย เห็นได้จากอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์ที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงลดกำลังผลิตเหลือแค่ 1 ล้านคัน

ดังนั้น ช่วงไตรมาสสุดท้าย (ตุลาคม-ธันวาคม 2557) ของปี จึงน่าลุ้นว่ารัฐบาลจะสามารถพลิกตัวเลขเศรษฐกิจกลับมาได้แค่ไหน ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่น่าจับตาคือ การผลักดันงบประมาณปี 2558 นั่นเอง

ยางพาราราคาดิ่ง เตรียมก่อม็อบเข้ากรุง

ขณะที่ปัญหารายกระทรวงเศรษฐกิจนั้น พบว่า ปัญหาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะปัญหาราคายางพาราตกต่ำ กำลังเป็นปมระเบิดที่หากแก้ไม่ได้ คะแนนรัฐบาลคงดิ่งตั้งแต่เริ่มต้น เพราะข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ราคายางพาราในเดือนสิงหาคม 2557 นั้น ปัจจุบันราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 54.17 บาทต่อ กก. และราคาน้ำยางสดคละอยู่ที่ 52.58 บาทต่อ กก. ซึ่งถือเป็นราคายางพาราตกต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ทั้งๆ ที่ราคายางพารานั้นเคยขึ้นสูงสุดถึง 170.75 บาทต่อ กก. ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2554 ก่อนที่ราคาจะตกลงต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวสวนยางในจังหวัดต่างๆ เริ่มมีการเคลื่อนไหวเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้แก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำภายใน 7 วัน มิเช่นนั้นจะออกมาเคลื่อนไหวใหญ่

ทั้งนี้ ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำมาจากปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกยางน้อยลง เนื่องจากประเทศจีนผู้นำเข้าหลักมีนโยบายการปลูกยางภายในประเทศเพื่อนำไปใช้ผลิตสินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณการนำยางมาใช้ในประเทศไทยยังน้อยลง ซึ่งสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่า คสช.จะพยายามพยุงราคายางไม่ให้ตกต่ำกว่า 50 บาทต่อ กก. โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งแก้ปัญหา

การแก้ปัญหาเบื้องต้น นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้กระทรวงรอการอนุมัติงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทจากทาง คสช.ในการช่วยเหลือผ่านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการพัฒนาการผลิต และจัดให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) โค่นยางเก่าให้ได้ 4 แสนไร่พร้อมจัดสรรเงินชดเชย เพื่อลดพื้นที่และนำไปใช้ปลูกพืชอื่น

ขณะที่การแก้ปัญหาพืชทั้ง 4 ของไทย ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และอ้อย จากการรายงานข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ พบว่า สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกรวม 7.51 ล้านไร่ มีผลผลิตรวมต่อปีประมาณ 5.08 ล้านตัน โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มักมีปัญหาราคาที่ตกต่ำมาจากผลผลิตออกมากและกระจุกตัว มันสำปะหลัง ปัจจุบันมีพื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 8.32 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 29.20 ล้านตัน ปัญหาของมันสำปะหลังในไทยเกิดจากเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ปลูกมันสำปะหลังมานาน ส่งผลให้เกิดปัญหาดินดาน จนผลผลิตต่อไร่ต่ำ ขณะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น

ขณะที่ปาล์มน้ำมันมีเนื้อที่ให้ผลผลิตทั่วประเทศรวมประมาณ 4.10 ล้านไร่ ผลผลิตในปี 2557 ประมาณ 13.20 ล้านตัน ปัญหาในช่วงที่ผ่านมา คือเกษตรกรใช้พันธุ์ปาล์มคุณภาพต่ำ โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มใช้กำลังการผลิตเพียง 60-70% เท่านั้น และอ้อย ปัจจุบันมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวทั่วประเทศในปีการผลิต 2556/57 รวมประมาณ 8.46 ล้านไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 103.70 ล้านตัน ปัญหาการผลิตอ้อยในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องจักรกลสำหรับใช้ในไร่อ้อยมีราคาสูงทำให้เกษตรกรต้องใช้แรงงานเก็บเกี่ยวเป็นหลัก และต้นทุนการผลิตอ้อยที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาสูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้นที่เกษตรกรได้รับ

หล่านี้ทำให้คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์พืชทั้งของ คสช.เบื้องต้นต้องจัดคณะทำงานจัดทำร่างยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาสินค้าราคาตกต่ำ การจัดทำโซนนิ่งการเพาะปลูก และเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของพืชไทย และหาวิธีการแปรรูปพืชเพื่อใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้

วอนเลิกอัยการศึกดึงท่องเที่ยวไทย

ฟากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โจทย์หนักคือ การเร่งดึงนักท่องเที่ยวให้กลับประเทศ เนื่องจากปัจจุบันยังมีประกาศกฎอัยการศึกค้ำอยู่ ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวของไทยค่อนข้างนิ่ง หากปล่อยไว้จะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ประเทศ เพราะปลายปีคือช่วงไฮซีซั่นที่ปกตินักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจะมุ่งหน้าเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ขณะที่ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวพยายามเรียกร้องให้ภาครัฐยกเลิกกฎอัยการศึกเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ในด้านความมั่นคงภาครัฐเองยืนยันกฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นอยู่

อีกเรื่องสำคัญคือ การสร้างภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ซึ่งนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) แสดงความต้องการเสนอให้ คสช. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่มการสื่อสาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผ่านสถานทูต หรือสำนักงาน ททท. ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากขึ้น เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ เพราะประเทศไทยไม่มีเหตุรุนแรงเหมือนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ตามปกติ หากดำเนินการได้จริง จะทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกลับสู่ภาวะปกติ และเรื่อยยาวไปจนถึงปี 2558

แยกท่อก๊าซปตท.ปมขัดแย้งพลังงาน

มาที่ปมร้อนว่าด้วยปฏิรูปพลังงาน ประเดิมด้วย นโยบายการแยกท่อก๊าซธรรมชาติรวม 4 เส้น (3 เส้นขนส่งก๊าซฯและ 1 เส้น อยู่ระหว่างก่อสร้าง) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เห็นชอบให้ ปตท. แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในลักษณะการแบ่งแยกตามกฎหมายออกไปเป็นบริษัทใหม่ ในรูปบริษัทจำกัด เพื่อให้ธุรกิจท่อก๊าซธรรมชาติมีการแข่งขันเป็นธรรม ให้ ปตท.ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ในช่วงแรก จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2558 และจะไม่มีการแปรรูป หลังจากนั้น จะให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้น 25% และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดทำข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์ข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดให้ใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีแอลเอ็นจีแก่บุคคลที่ 3 (ทีพีเอ) ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องประกาศใช้ในเดือนมีนาคม 2558 รวมทั้งให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ กกพ.ทบทวนโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ เพื่อให้รองรับกับการแข่งขันในอุตสาหกรรม เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้เสนอ กพช.เห็นชอบต่อไป

ซึ่งก่อนมติดังกล่าวจะเกิดขึ้น เครือข่ายภาคประชาชน นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร และนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) แสดงจุดยืนต่อต้าน โดยมองว่าการที่ ปตท.จะจัดตั้งบริษัทบริหารจัดการท่อก๊าซเพื่อเปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาเช่าใช้นั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นสมบัติของรัฐ และระบุว่า ปตท.ต้องคืนท่อทั้งหมด คือทั้งบนบกและทะเล พร้อมยังอ้างถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าเคยส่งหนังสือทวงถาม ปตท.เรื่องการคืนท่อตั้งแต่ปี 2551 และคงยืนหนังสือฉบับนั้นอยู่

ต่อมาได้ปรากฏเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ทำกิจกรรมเดินเท้าจาก จ.สงขลา เข้าสู่กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด "เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ" เพื่อรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในเรื่องของพลังงานและนำพิมพ์เขียวการปฏิรูปพลังงานนำเสนอต่อประธาน คสช. แต่ถูกจับกุม เพราะฝ่าฝืนประกาศกฎอัยการศึก

เมื่อกระแสทั้งทางตรงและทางอ้อมถาโถม จึงได้เห็นปรากฏการณ์รวมพลังแก้ข่าวคล้ายถูกสั่งด่วน เพราะทั้ง นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าการแยกธุรกิจท่อก๊าซเป็นไปด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยการแยกท่อก๊าซจะไม่มีการแปรรูป คือจะไม่มีการนำเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นอันขาด เพราะตามแผนของภาครัฐจะให้กองทุนวายุภักษ์ ซึ่งมีสภาพคล่องกว่า 1 แสนล้านบาท เข้าถือหุ้นดังกล่าว โดยจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกกฎเกณฑ์ในการดูแล หรือทีพีเอ ช่วงมีนาคม 2558 ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะหารือกับกระทรวงการคลัง และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน และยืนยันในสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลแล้ว

ขณะที่นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าจากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมธนารักษ์ยืนยันว่า ปตท.ได้คืนท่อก๊าซในส่วนบนบกมูลค่า 15,000 ล้านบาท มาที่กรมธนารักษ์ในช่วงปี 2551 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองเมื่อปี 2550 และ ปตท.จ่ายค่าเช่าให้กรมธนารักษ์เฉลี่ยปีละ 500-550 ล้านบาท ส่วนท่อก๊าซในทะเลมีข้อยุติแล้วว่า ไม่ต้องโอนมาที่กระทรวงการคลัง

แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าทุกอย่างเคลียร์จบแล้ว แต่เชื่อว่าประเด็นพลังงานคงรอปะทุอีกหลายรอบ เพราะยังมีปมการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่ยังไม่จบ ปมการผลักดันโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหินสะอาด ปมการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21ฯลฯ

เมื่อรวมหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ต้องตามลุ้นว่ารัฐบาลประยุทธ์ 1 จะรับมือไหวไหม???

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่นายกรัฐมนตรีจะสามารถเลือกบุคคลเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจได้เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ เพราะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันไม่มีเวลาให้รัฐมนตรีเข้ามาเรียนรู้ มีแต่ต้องเร่งทำงาน แก้ไขปัญหาให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับการเบิกจ่ายงบประมาณช่วงไตรมาสแรกของปี คือ ตุลาคม-ธันวาคม 2557 ซึ่งทางสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)กำหนดให้มีการเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่า 31% เพราะจะมีผลต่อตัวเลขจีดีพีที่ภาครัฐอยากให้ได้ถึง 2%

Advertisement Replay Ad
ย้ายโรงพยาบาลประกันสังคมปี 61 ง่ายนิดเดียว

ย้ายโรงพยาบาลประกันสังคมปี 61 ง่ายนิดเดียว

ตั้งธุรกิจใหม่ปี 60 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ตั้งธุรกิจใหม่ปี 60 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

'เฟสบุ๊ก' ประกาศให้ผู้ใช้งานจัดอันดับสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ

'เฟสบุ๊ก' ประกาศให้ผู้ใช้งานจัดอันดับสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ

ธุรกิจยาหม่องกับเสื้อยืด โตหรือตัน?

ธุรกิจยาหม่องกับเสื้อยืด โตหรือตัน?

Amazon เผยรายชื่อ 20 เมือง ตัวเลือกสำนักงานใหญ่แห่งที่สอง

Amazon เผยรายชื่อ 20 เมือง ตัวเลือกสำนักงานใหญ่แห่งที่สอง

อย่ารอช้า! ใช้สิทธิประกันสังคม ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี

อย่ารอช้า! ใช้สิทธิประกันสังคม ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี

'กรมบัญชีกลาง' เตรียมจ่ายเงินอุดหนุนทารกเพิ่มอีก 164 ล้านบาท

'กรมบัญชีกลาง' เตรียมจ่ายเงินอุดหนุนทารกเพิ่มอีก 164 ล้านบาท

HSBC ยอมจ่าย 3,000 ล้านบาท ยุติคดีปั่นค่าเงิน

HSBC ยอมจ่าย 3,000 ล้านบาท ยุติคดีปั่นค่าเงิน

‘เนสท์เล่’ ขายธุรกิจลูกกวาดให้ ‘เฟอร์เรโร’

‘เนสท์เล่’ ขายธุรกิจลูกกวาดให้ ‘เฟอร์เรโร’

เอมิเรตส์ต่อลมหายใจ A380 สั่งซื้อล็อตใหญ่

เอมิเรตส์ต่อลมหายใจ A380 สั่งซื้อล็อตใหญ่

เกาหลีใต้ขาดดุลกิมจิให้จีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เกาหลีใต้ขาดดุลกิมจิให้จีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รัฐเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานรับค่าจ้างใหม่

รัฐเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานรับค่าจ้างใหม่

'แอปเปิล' พร้อมทุ่มจ่ายภาษี 1.2 ล้านล้านบาท เตรียมหอบกำไรกลับบ้านเกิด

'แอปเปิล' พร้อมทุ่มจ่ายภาษี 1.2 ล้านล้านบาท เตรียมหอบกำไรกลับบ้านเกิด

ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สามจังหวัดตะวันออกสูงสุด-สามชายแดนใต้ต่ำสุด

ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สามจังหวัดตะวันออกสูงสุด-สามชายแดนใต้ต่ำสุด

8 วิธีจุดกระแสให้ปังบนโลกออนไลน์

8 วิธีจุดกระแสให้ปังบนโลกออนไลน์

10 สุดยอด CEO ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน

10 สุดยอด CEO ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน

เลี้ยงลูกจนโตใช้เงินเท่าไหร่

เลี้ยงลูกจนโตใช้เงินเท่าไหร่

กระตุ้นคนมีลูกเพิ่ม รัฐช่วยลดหย่อนภาษีแถมค่าฝากครรภ์-ทำคลอด

กระตุ้นคนมีลูกเพิ่ม รัฐช่วยลดหย่อนภาษีแถมค่าฝากครรภ์-ทำคลอด

5 เทคนิคขั้นเทพ สร้างยอดขายปังทะลุเป้า

5 เทคนิคขั้นเทพ สร้างยอดขายปังทะลุเป้า

ไขตัวเลขมูลค่าแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลก

ไขตัวเลขมูลค่าแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลก

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์