ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง78.48จุด

ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง78.48จุด

ดัชนีโจนส์ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (22 มี.ค.) ร่วงลง 78.48 จุด หรือ 0.60% ปิดที่ 13,046.14 จด ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 10.11 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 1,392.78 จุด และดัชนี Nasdaq ร่วงลง 12.00 จุด หรือ 0.39% ปิดที่ 3,063.32 จุด เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากมีรายงานว่าภาคการผลิตของจีนและยูโรโซนหดตัวลง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้บดปัจจัยปัจจัยบวกจากตัวเลขว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐที่ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงอย่างหนักหลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กร่วงลงเมื่อคืนนี้ ดัชนีร่วงลงหลังจากเอชเอสบีซี โฮลดิงส์เปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนร่วงลงสู่ระดับ 48.1 ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบกับระดับ 49.6 ของเดือนก.พ. ซึ่งป็นการหดตัวลงติดต่อกัน 5 เดือน นอกจากนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมี.ค.ยังเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนด้วย ขณะที่มาร์กิต อิโคโนมิกส์ รายงานว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของกลุ่มยูโรโซน ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 47.7 จุดในเดือนมี.ค. จากระดับ 49 จุดในเดือนก.พ. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 49.5 จุด ทั้งนี้ ดัชนีที่เคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 50 จุด บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตหดตัวลง และดัชนีที่เคลื่อนไหวเหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตมีการขยายตัว การหดตัวลงของภาคการผลิตจีนและยูโรโซนทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก และยังบดบังปัจจัยบวกจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ระบุว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 17 มี.ค. ลดลง 5,000 ราย มาอยู่ที่ 348,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2551 ตอกย้ำให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หุ้น 8 ใน 10 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 ร่วงลงอย่างหนัก นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มวัสดุ จากความกังวลที่ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะทำให้ความต้องการพลังงานและวัสดุปรับตัวลงด้วย เนื่องจากจีนมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินในปี 2551 ทั้งนี้   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่เดือนก.พ.ในวันพรุ่งนี้ เวลา 21.00 น.ตามเวลาไทย ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายบ้านใหม่ จะอยู่ที่ 0.325 ล้านยูนิตในเดือนก.พ. เพิ่มขึ้นจาก 0.321 ล้านยูนิตในเดือนม.ค.

Advertisement Replay Ad

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์