แท็ก

การลงทุน

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเปิด เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 แสนล้านบาท ทะลุเป้ากว่า 20,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองของปีงบประมาณ 2553  เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้าขยายตัวในอัตราที่สูง และผลการจัดเก็บใกล้เคียงกับระดับที่เคยจัดเก็บได้ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทะลุ  6,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี    ในเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ  20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0  โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อากรขาเข้า และภาษีเบียร์ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ  3,537  ล้านบาท  เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา    สำหรับในช่วง  2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม  –  พฤศจิกายน 2552)  รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 โดยทั้ง 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย 17,590   14,074  และ  3,849 ล้านบาท หรือร้อยละ  37.2  9.8  และ 29.6  ตามลำดับ นายสาธิตฯ สรุปว่า  “จากผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่เป็นบวก ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ประมาณการไว้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 20,354 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) จัดเก็บได้ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1.  เดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการฯ 20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 (สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ  19.4) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่     ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรกได้แก่                                              -  ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 40,512 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,720 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 25.7 ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 10.6 -  ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 12,279 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,537 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 40.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 -  ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้  6,113 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,581 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 73.1 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ -  อากรขาเข้า จัดเก็บได้ 8,453 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,083 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.7 เป็นผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการจัดเก็บเป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า -  ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 5,428 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.7 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการบริโภคและผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 ในเดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,210 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอทยอยนำส่งรายได้เป็นงวด (จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)  นอกจากนี้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เลื่อนการจ่ายเงินปันผลมาจ่ายในเดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี บมจ. การบินไทยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามประมาณการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 2.  ในช่วง 2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 22.7) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการ ถึง 35,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ 2.1  กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 157,465  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 14,074 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 10,409 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.0 เป็นผลจากยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 อบการการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์ ละธางไรก็ดี ผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เชการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.2  กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 64,926  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17,590 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 74.3) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม  2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์   สูงกว่าประมาณการ 7,116   4,705 และ  2,373 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.6   65.5  และ 31.6  ตามลำดับ 2.3  กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,864 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,849 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.6  (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.9) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,401 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.9 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 18,590 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 245 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 168.3) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   ขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้   บมจ.    การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสินนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 และ708 ล้านบาท ตามลำดับ 2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บได้รวม 18,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7  (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายได้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ครบกำหนดของกระทรวงการคลังจำนวน 3,447 ล้านบาท

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเปิด เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 แสนล้านบาท ทะลุเป้ากว่า 20,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองของปีงบประมาณ 2553  เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้าขยายตัวในอัตราที่สูง และผลการจัดเก็บใกล้เคียงกับระดับที่เคยจัดเก็บได้ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทะลุ  6,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี    ในเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ  20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0  โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อากรขาเข้า และภาษีเบียร์ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ  3,537  ล้านบาท  เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา    สำหรับในช่วง  2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม  –  พฤศจิกายน 2552)  รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 โดยทั้ง 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย 17,590   14,074  และ  3,849 ล้านบาท หรือร้อยละ  37.2  9.8  และ 29.6  ตามลำดับ นายสาธิตฯ สรุปว่า  “จากผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่เป็นบวก ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ประมาณการไว้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 20,354 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) จัดเก็บได้ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1.  เดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการฯ 20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 (สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ  19.4) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่     ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรกได้แก่                                              -  ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 40,512 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,720 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 25.7 ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 10.6 -  ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 12,279 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,537 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 40.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 -  ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้  6,113 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,581 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 73.1 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ -  อากรขาเข้า จัดเก็บได้ 8,453 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,083 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.7 เป็นผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการจัดเก็บเป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า -  ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 5,428 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.7 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการบริโภคและผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 ในเดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,210 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอทยอยนำส่งรายได้เป็นงวด (จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)  นอกจากนี้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เลื่อนการจ่ายเงินปันผลมาจ่ายในเดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี บมจ. การบินไทยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามประมาณการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 2.  ในช่วง 2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 22.7) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการ ถึง 35,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ 2.1  กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 157,465  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 14,074 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 10,409 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.0 เป็นผลจากยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 อบการการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์ ละธางไรก็ดี ผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เชการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.2  กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 64,926  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17,590 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 74.3) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม  2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์   สูงกว่าประมาณการ 7,116   4,705 และ  2,373 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.6   65.5  และ 31.6  ตามลำดับ 2.3  กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,864 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,849 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.6  (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.9) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,401 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.9 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 18,590 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 245 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 168.3) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   ขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้   บมจ.    การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสินนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 และ708 ล้านบาท ตามลำดับ 2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บได้รวม 18,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7  (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายได้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ครบกำหนดของกระทรวงการคลังจำนวน 3,447 ล้านบาท

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเปิด เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 แสนล้านบาท ทะลุเป้ากว่า 20,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองของปีงบประมาณ 2553  เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้าขยายตัวในอัตราที่สูง และผลการจัดเก็บใกล้เคียงกับระดับที่เคยจัดเก็บได้ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทะลุ  6,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี    ในเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ  20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0  โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อากรขาเข้า และภาษีเบียร์ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ  3,537  ล้านบาท  เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา    สำหรับในช่วง  2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม  –  พฤศจิกายน 2552)  รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 โดยทั้ง 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย 17,590   14,074  และ  3,849 ล้านบาท หรือร้อยละ  37.2  9.8  และ 29.6  ตามลำดับ นายสาธิตฯ สรุปว่า  “จากผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่เป็นบวก ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ประมาณการไว้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 20,354 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) จัดเก็บได้ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1.  เดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการฯ 20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 (สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ  19.4) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่     ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรกได้แก่                                              -  ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 40,512 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,720 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 25.7 ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 10.6 -  ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 12,279 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,537 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 40.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 -  ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้  6,113 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,581 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 73.1 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ -  อากรขาเข้า จัดเก็บได้ 8,453 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,083 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.7 เป็นผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการจัดเก็บเป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า -  ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 5,428 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.7 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการบริโภคและผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 ในเดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,210 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอทยอยนำส่งรายได้เป็นงวด (จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)  นอกจากนี้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เลื่อนการจ่ายเงินปันผลมาจ่ายในเดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี บมจ. การบินไทยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามประมาณการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 2.  ในช่วง 2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 22.7) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการ ถึง 35,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ 2.1  กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 157,465  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 14,074 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 10,409 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.0 เป็นผลจากยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 อบการการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์ ละธางไรก็ดี ผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เชการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.2  กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 64,926  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17,590 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 74.3) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม  2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์   สูงกว่าประมาณการ 7,116   4,705 และ  2,373 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.6   65.5  และ 31.6  ตามลำดับ 2.3  กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,864 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,849 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.6  (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.9) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,401 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.9 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 18,590 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 245 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 168.3) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   ขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้   บมจ.    การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสินนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 และ708 ล้านบาท ตามลำดับ 2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บได้รวม 18,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7  (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายได้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ครบกำหนดของกระทรวงการคลังจำนวน 3,447 ล้านบาท

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเปิด เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 แสนล้านบาท ทะลุเป้ากว่า 20,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองของปีงบประมาณ 2553  เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้าขยายตัวในอัตราที่สูง และผลการจัดเก็บใกล้เคียงกับระดับที่เคยจัดเก็บได้ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทะลุ  6,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี    ในเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ  20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0  โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อากรขาเข้า และภาษีเบียร์ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ  3,537  ล้านบาท  เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา    สำหรับในช่วง  2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม  –  พฤศจิกายน 2552)  รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 โดยทั้ง 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย 17,590   14,074  และ  3,849 ล้านบาท หรือร้อยละ  37.2  9.8  และ 29.6  ตามลำดับ นายสาธิตฯ สรุปว่า  “จากผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่เป็นบวก ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ประมาณการไว้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 20,354 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) จัดเก็บได้ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1.  เดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการฯ 20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 (สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ  19.4) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่     ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรกได้แก่                                              -  ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 40,512 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,720 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 25.7 ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 10.6 -  ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 12,279 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,537 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 40.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 -  ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้  6,113 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,581 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 73.1 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ -  อากรขาเข้า จัดเก็บได้ 8,453 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,083 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.7 เป็นผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการจัดเก็บเป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า -  ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 5,428 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.7 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการบริโภคและผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 ในเดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,210 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอทยอยนำส่งรายได้เป็นงวด (จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)  นอกจากนี้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เลื่อนการจ่ายเงินปันผลมาจ่ายในเดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี บมจ. การบินไทยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามประมาณการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 2.  ในช่วง 2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 22.7) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการ ถึง 35,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ 2.1  กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 157,465  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 14,074 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 10,409 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.0 เป็นผลจากยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 อบการการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์ ละธางไรก็ดี ผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เชการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.2  กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 64,926  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17,590 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 74.3) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม  2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์   สูงกว่าประมาณการ 7,116   4,705 และ  2,373 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.6   65.5  และ 31.6  ตามลำดับ 2.3  กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,864 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,849 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.6  (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.9) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,401 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.9 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 18,590 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 245 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 168.3) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   ขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้   บมจ.    การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสินนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 และ708 ล้านบาท ตามลำดับ 2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บได้รวม 18,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7  (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายได้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ครบกำหนดของกระทรวงการคลังจำนวน 3,447 ล้านบาท

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเปิด เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 แสนล้านบาท ทะลุเป้ากว่า 20,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองของปีงบประมาณ 2553  เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้าขยายตัวในอัตราที่สูง และผลการจัดเก็บใกล้เคียงกับระดับที่เคยจัดเก็บได้ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทะลุ  6,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี    ในเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ  20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0  โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อากรขาเข้า และภาษีเบียร์ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ  3,537  ล้านบาท  เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา    สำหรับในช่วง  2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม  –  พฤศจิกายน 2552)  รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 โดยทั้ง 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย 17,590   14,074  และ  3,849 ล้านบาท หรือร้อยละ  37.2  9.8  และ 29.6  ตามลำดับ นายสาธิตฯ สรุปว่า  “จากผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่เป็นบวก ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ประมาณการไว้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 20,354 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) จัดเก็บได้ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1.  เดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการฯ 20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 (สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ  19.4) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่     ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรกได้แก่                                              -  ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 40,512 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,720 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 25.7 ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 10.6 -  ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 12,279 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,537 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 40.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 -  ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้  6,113 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,581 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 73.1 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ -  อากรขาเข้า จัดเก็บได้ 8,453 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,083 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.7 เป็นผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการจัดเก็บเป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า -  ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 5,428 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.7 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการบริโภคและผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 ในเดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,210 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอทยอยนำส่งรายได้เป็นงวด (จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)  นอกจากนี้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เลื่อนการจ่ายเงินปันผลมาจ่ายในเดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี บมจ. การบินไทยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามประมาณการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 2.  ในช่วง 2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 22.7) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการ ถึง 35,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ 2.1  กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 157,465  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 14,074 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 10,409 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.0 เป็นผลจากยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 อบการการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์ ละธางไรก็ดี ผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เชการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.2  กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 64,926  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17,590 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 74.3) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม  2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์   สูงกว่าประมาณการ 7,116   4,705 และ  2,373 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.6   65.5  และ 31.6  ตามลำดับ 2.3  กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,864 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,849 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.6  (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.9) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,401 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.9 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 18,590 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 245 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 168.3) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   ขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้   บมจ.    การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสินนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 และ708 ล้านบาท ตามลำดับ 2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บได้รวม 18,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7  (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายได้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ครบกำหนดของกระทรวงการคลังจำนวน 3,447 ล้านบาท

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเปิด เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 แสนล้านบาท ทะลุเป้ากว่า 20,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองของปีงบประมาณ 2553  เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้าขยายตัวในอัตราที่สูง และผลการจัดเก็บใกล้เคียงกับระดับที่เคยจัดเก็บได้ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทะลุ  6,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี    ในเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ  20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0  โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อากรขาเข้า และภาษีเบียร์ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ  3,537  ล้านบาท  เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา    สำหรับในช่วง  2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม  –  พฤศจิกายน 2552)  รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 โดยทั้ง 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย 17,590   14,074  และ  3,849 ล้านบาท หรือร้อยละ  37.2  9.8  และ 29.6  ตามลำดับ นายสาธิตฯ สรุปว่า  “จากผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่เป็นบวก ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ประมาณการไว้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 20,354 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) จัดเก็บได้ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1.  เดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการฯ 20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 (สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ  19.4) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่     ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรกได้แก่                                              -  ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 40,512 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,720 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 25.7 ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 10.6 -  ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 12,279 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,537 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 40.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 -  ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้  6,113 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,581 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 73.1 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ -  อากรขาเข้า จัดเก็บได้ 8,453 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,083 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.7 เป็นผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการจัดเก็บเป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า -  ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 5,428 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.7 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการบริโภคและผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 ในเดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,210 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอทยอยนำส่งรายได้เป็นงวด (จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)  นอกจากนี้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เลื่อนการจ่ายเงินปันผลมาจ่ายในเดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี บมจ. การบินไทยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามประมาณการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 2.  ในช่วง 2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 22.7) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการ ถึง 35,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ 2.1  กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 157,465  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 14,074 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 10,409 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.0 เป็นผลจากยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 อบการการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์ ละธางไรก็ดี ผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เชการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.2  กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 64,926  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17,590 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 74.3) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม  2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์   สูงกว่าประมาณการ 7,116   4,705 และ  2,373 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.6   65.5  และ 31.6  ตามลำดับ 2.3  กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,864 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,849 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.6  (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.9) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,401 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.9 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 18,590 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 245 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 168.3) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   ขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้   บมจ.    การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสินนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 และ708 ล้านบาท ตามลำดับ 2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บได้รวม 18,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7  (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายได้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ครบกำหนดของกระทรวงการคลังจำนวน 3,447 ล้านบาท

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

เบน เบอร์นันเก้ มีสิทธินั่งประธานเฟดต่ออีกสมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการการเงินวุฒิสภาให้นั่งในตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่ 2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งในสมัยปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 31 มกราคมปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า นายเบอร์นันเก้ จะถูกวุฒิสมาชิกโหวตคัดค้านการนั่งตำแหน่งดังกล่าวมากกว่า 16 เสียง นายเจฟฟ์ เมิร์คลีย์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐโอเรก้อน กล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งเข้าใจเป้าหมายของเฟดว่า ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรของตลาดวอลสตรีท และยืนยันว่า เขาจะโหวตคัดค้านนายเบอร์นันเก้อยู่ในตำแหน่งต่อด้วย.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

คลัง เผย ผลจัดเก็บรายได้รัฐเดือนพ.ย.ทะลุเป้ากว่า 2หมื่นล.

นายสาธิต  รังคสิริ  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเปิด เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.27 แสนล้านบาท ทะลุเป้ากว่า 20,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองของปีงบประมาณ 2553  เป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน  ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้าขยายตัวในอัตราที่สูง และผลการจัดเก็บใกล้เคียงกับระดับที่เคยจัดเก็บได้ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทะลุ  6,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี    ในเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่า ประมาณการ  20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0  โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ อากรขาเข้า และภาษีเบียร์ ซึ่งสะท้อนถึงการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนภาษีน้ำมันจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ  3,537  ล้านบาท  เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา    สำหรับในช่วง  2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม  –  พฤศจิกายน 2552)  รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 โดยทั้ง 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร จัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย 17,590   14,074  และ  3,849 ล้านบาท หรือร้อยละ  37.2  9.8  และ 29.6  ตามลำดับ นายสาธิตฯ สรุปว่า  “จากผลการจัดเก็บภาษีในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่เป็นบวก ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ประมาณการไว้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 20,354 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) จัดเก็บได้ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 1.  เดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,445 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการฯ 20,354 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 (สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ  19.4) เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการนำเข้าสูงกว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่     ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5 อันดับแรกได้แก่                                              -  ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ 40,512 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,720 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.4 เป็นผลจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าที่เริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 25.7 ในขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการร้อยละ 10.6 -  ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 12,279 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,537 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 40.5 เป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันในเดือนพฤษภาคม 2552 -  ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้  6,113 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,581 ล้านบาท หรือ    ร้อยละ 73.1 เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ -  อากรขาเข้า จัดเก็บได้ 8,453 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,083 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.7 เป็นผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยการจัดเก็บเป็นไปในทิศทางเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า -  ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 5,428 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,570 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.7 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการบริโภคและผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 ในเดือนพฤษภาคม 2552 สำหรับรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,210 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอทยอยนำส่งรายได้เป็นงวด (จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา)  นอกจากนี้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้เลื่อนการจ่ายเงินปันผลมาจ่ายในเดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี บมจ. การบินไทยไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามประมาณการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน 2.  ในช่วง 2  เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2552) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 243,080 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 40,419 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 22.7) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการ ถึง 35,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ 2.1  กรมสรรพากร จัดเก็บได้รวม 157,465  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 14,074 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.8 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.3) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญได้แก่  ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 10,409 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.0 เป็นผลจากยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 อบการการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์ ละธางไรก็ดี ผลจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เชการบริโภคและการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.2  กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้รวม 64,926  ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17,590 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 74.3) เนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือนพฤษภาคม  2552 ประกอบกับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้จัดเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์   สูงกว่าประมาณการ 7,116   4,705 และ  2,373 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.6   65.5  และ 31.6  ตามลำดับ 2.3  กรมศุลกากร จัดเก็บได้รวม 16,864 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,849 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29.6  (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.9) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,401 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.9 โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 18,590 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 245 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 168.3) โดยมีสาเหตุสำคัญจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   ขอทยอยนำส่งรายได้เป็น 6 งวด จากเดิมที่คาดว่าจะนำส่งทั้งจำนวนในเดือนตุลาคม นอกจากนี้   บมจ.    การบินไทย ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสินนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 1,290 และ708 ล้านบาท ตามลำดับ 2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บได้รวม 18,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,322 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7  (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายได้จากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ครบกำหนดของกระทรวงการคลังจำนวน 3,447 ล้านบาท

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า