แท็ก

การลงทุนตลาดหุ้น

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

KBANKยกระดับบริการหวังดันยอดลูกค้าปีหน้าเพิ่ม

กสิกรไทย วางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) ให้บริการด้วยมาตรฐานโลก ตั้งเป้าปี 53 เพิ่มลูกค้ารายย่อย 19% สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่ม 15% ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 36% และเงินฝากเพิ่ม 10% พร้อมเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยของธนาคารฯ ในปี 2552 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 7.7 ล้านราย มีสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลรวม 154,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมียอดสูงสุดรวม 122,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% สินเชื่อผู้บริโภค 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% สินเชื่อบัตรเครดิต 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบ และมียอดเงินฝากรวม 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจลูกค้ารายย่อยรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 56% รองลงมาได้แก่ค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต 27% และการขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 23% ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็น 9.2 ล้านราย หรือเพิ่มขึ้น 19% ยอดสินเชื่อธุรกิจลูกค้าบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือ 15% โดยสินเชื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสูงสุด 47% รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 13% และสินเชื่อบัตรเครดิต 7% มียอดสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ 2.3% ยอดเงินฝาก   โตอีก 10% สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียมในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าไว้ที่ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% โดยธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ (Bancassurance) มีการเติบโตสูงสุดประมาณ 100% รวมถึงค่าธรรมเนียมด้านการโอนเงิน (Money Transfer) เติบโต56% การขายกองทุน (Mutual Fund) เพิ่ม 43% และจากบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่เพิ่มขึ้น 32% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้วางเป้าหมาย เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระดับสูงสุด โดยวางแผนยกระดับบริการสู่ไฟแนนเชียล เวิลด์ อินดัสตรี (Financial World Industry) โดยดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index) ที่สำรวจโดยนีลสัน ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ 79 ในปี 2549 เป็น 88 ในปี 2552 ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มเป็นระดับ 90 ในปี 2553 และเป็น 91 ในปี 2554 จะช่วยให้คุณภาพบริการของธนาคารอยู่เหนือมาตรฐานเฉลี่ยของโลก ด้วยการมุ่งยกระดับประสบการณ์ล้ำเลิศให้กับลูกค้า (Customer Experience) ใน 3 มิติ คือ การสร้างความประทับใจในทุกด้านที่ลูกค้าเข้าไปสัมผัส (Experience@Touch Point) โดยขยายจุดให้บริการของสาขากว่า 800 สาขา พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์และให้คำปรึกษาตอบโจทย์ลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม (Simple Advisory) ด้วยผู้เชี่ยวชาญ 550 คน ช่วยวางแผนการเงินอนาคตใน 40 นาที ที่ปรึกษาพิเศษ 2,000 คน ช่วยแนะนำชี้ช่องเงินโตไวใน 5 นาที และทีมงาน 8,000 คน จัดการปัญหาทุกเรื่องได้ใน 1 วัน ด้านการติดตั้งตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) จัดตั้งตู้เพิ่มทั่วประเทศกว่า 7,000 ตู้ ส่งผลให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็ม ที่ปัจจุบันมีปริมาณการใช้ถึง 38 ล้านรายการต่อเดือน การใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอล (Digital Experience) เพื่อตอบสนองการให้ข้อมูล และบริการในโลกดิจิตอลยุคใหม่ ทั้งบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต บริการทางโทรศัพท์มือถือ ที่ครองความเป็นผู้นำ ด้วยส่วนแบ่งถึง 75% และเป็นที่หนึ่งธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมาตลอด อีกทั้งยังมีการนำระบบที่มีการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกค้า เสริมศักยภาพการติดต่อสื่อสารของสังคมออนไลน์ (Social Network) ให้ครอบคลุมในทุกด้าน โดยขณะนี้ธนาคารได้ริเริ่มในการทำการตลาดผ่านออนไลน์ ในชื่อ เคแบงก์ ไลฟ์ (KBank Live) ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกถึง 13,000 คน ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน และ    ล่าสุดธนาคารยังได้ประกาศการให้บริการ K-Contact Center ผ่านระบบ 3G เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้พบกับนวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำสมัยและเพิ่มความประทับใจในการให้บริการลูกค้า ซึ่งธนาคารได้มีการสร้าง Digital Road Mapเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการตลาดของธนาคารในการเป็นผู้นำการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Solution Experience) ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างยั่งยืน ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่เครือธนาคารและพันธมิตรพัฒนาร่วมกัน ดูแลชีวิตลูกค้าทั้งในด้านการเงินและนอกเหนือด้านการเงิน ด้วยคุณภาพบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า อาทิ ออกบริการเอทีเอ็ม ซิม ร่วมกับดีแทค จัดจำหน่ายบัตรอีซี่พาสผ่านสาขาธนาคาร รวมถึงการเติมเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับการทางพิเศษฯ ออกบัตรเครดิตร่วมแอร์เอเชีย การพัฒนาระบบชำระเงินแบบหลายช่องทางกับแอมเวย์ การสร้างประสบการณ์ล้ำเลิศของบริการที่หลากหลาย จะช่วยให้ธนาคารมีบริการที่แตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารอันดับหนึ่งในใจลูกค้า

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

แบงก์ชาติ ยัน มาบตาพุดยืดเยื้อกระทบจีดีพีปีหน้า 0.3%

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ  ธปท.  เปิดเผยว่า หากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความยืดเยื้อ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ประมาณ  0.2%และปีหน้าอีกประมาณ 0.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในปี 53 หันไปเน้นเรื่องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากที่ในปีนี้ จะให้น้ำหนักกับการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก

BANPU เผย  BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

BANPU เผย BPP บริษัทย่อย ซื้อหุ้น PGS เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ( BPP ) (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น เซอร์วิสส์ จำกัด( PGS ) จากบริษัท ซีแอลพี เพาเวอร์ (เซาท์อีส เอเชีย) โอเปอเรชั่น ลิมิเต็ด ( CLP-SEA ) ในจำนวน 10,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเท่ากับประมาณ 111,454,500 บาท (โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552) การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้ BPP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PGS เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด จากเดิมที่ BPP ถือหุ้นร้อยละ 40 และมีแผนที่จะโอนกิจการทั้งหมดของ PGS ให้แก่บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ( BLCP ) ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท บ้านปู โคล เพาเวอร์ จำกัด ( BPCP )1และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ( EGCO ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละบริษัทร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด PGS เป็นบริษัทที่ดำเนินการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า BLCP ตามสัญญา Operations  & Maintenance Agreement โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย CLP-SEA และ BPP ซึ่งเดิมทีถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ การลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 13/2009 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ทั้งนี้การตกลงเข้าทำรายการซื้อหุ้น PGS ในครั้งนี้เป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ซึ่งมีขนาดรายการเท่ากับร้อยละ 0.122 ตามวิธีการคำนวณขนาดรายการโดยใช้เกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระเปรียบเทียบกับมูลค่าของสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2551   อนึ่ง เนื่องจากขนาดรายการดังกล่าวมีขนาดต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่ขอนำส่งรายงานสารสนเทศการได้มาซึ่งสินทรัพย์ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ขอรับรองว่าการเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้ไม่เป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ประการใด