เนื้อหาทั้งหมด

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEX ปี53 ส่อแววคึก เตรียมดันสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท ลงตลาด หวังขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่ม ด้านโกลเบล็ก สบช่อง เร่งให้บริการลูกค้า ผ่านช่องทางการให้ความรู้สินค้าอนุพันธ์แบบครบวงจร พร้อมออกโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย     นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช หัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอนุพันธ์ในปี2553 ยังคงมีอัตราการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทางบริษัทอนุพันธ์แห่งประเทศไทย จำกัด มีแผนที่จะขยายประเภทสินค้าล่วงหน้าเพิ่ม โดยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น จะมีการนำ Mini-Gold Futures หรือสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท เข้ามาซื้อขาย ซึ่งจะทำให้ฐานลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อย สามารถเข้ามาซื้อสินค้าล่วงหน้าได้มากขึ้น  ขณะเดียวกันในไตรมาส 3/2553 ตลาดอนุพันธ์จะนำสัญญาล่วงหน้าดอกเบี้ย หรือ Interest Rate Futures เข้ามาเพิ่ม นอกจากนี้ในอนาคตทางตลาดอนุพันธ์ เตรียมแผนที่จะนำสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Currency Futures เข้ามาให้ซื้อขายอีกเช่นเดียวกัน โดยสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทฯเชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดขยายตัวไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของตลาดTFEX  “หากเทียบตลาดTFEX ในประเทศ กับประเทศที่มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้ามาก่อนหน้าเราจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศอยู่ที่ระดับ 21%ซึ่งถือว่าน้อยมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศที่เป็นเจ้าแห่งสินค้าอนุพันธ์ อย่างประเทศเกาหลี ที่มีสัดส่วนของตลาดอนุพันธ์มากกว่าสัดส่วนตลาดหุ้นกว่า 3,500% ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าสัดส่วนการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก” นายสัญญา กล่าว และจากสัดส่วนการลงทุนที่ยังไม่สูงมากนัก ทำให้ทางบล.โกลเบล็ก มองว่า ตลาดอนุพันธ์ของในประเทศ ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดอนุพันธ์จะมีสินค้าอื่นๆเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขยายการลงทุนได้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน และก็ถือว่าเป็นผลดีต่อบริษัทฯที่ได้รับอนุญาตให้ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ทุกสินค้าในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งปัจจัยในเชิงบวกดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯสามารถขยายลูกค้าได้เพิ่มมากกว่าโบกเกอร์รายอื่นๆที่อาจจะมีการซื้อขายเพียงสินค้าตัวเดียว  ประกอบกับการมีโกลด์ฟิวเจอร์สขนาด 10 บาทเข้ามา ทำให้บล.โกลเบล็ก ที่มีบริษัทแม่ อย่างบริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด(มหาชน)หรือGBX ที่เป็นผู้นำเข้าส่งออกทองคำแท่งอยู่แล้ว สามารถให้บริการกับลูกค้าที่สนใจลงทุนในทองคำแท่ง และโกลด์ฟิวเจอร์สได้อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในประเทศที่ทำกำไรปราศจากความเสี่ยง (Perfect Arbitrage) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยในปี 2553 ทางโกลเบล็กมีแผนที่จะเพิ่มช่องทางการให้บริการลูกค้าให้หลากหลาย ทั้งผ่านช่องทางเจ้าหน้าที่การตลาดที่มีความรู้ในทุกสินค้าอนุพันธ์ , ผ่านช่องทางมือถือ , เว็บไซด์ การสัมมนา และสื่ออื่นๆ ซึ่งจะเน้นที่ผลประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นหลัก ลูกค้าจะได้รับข้อมูลกับคำแนะนำที่แม่นยำรวดเร็วทำให้การลงทุนสร้างผลตอบแทนที่ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆและโปรโมชั่น เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าถึงและเข้าใจในสินค้าอนุพันธ์ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างถูกต้อง นายสัญญา กล่าวเพิ่มอีกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึง วันที่ 21 ธันวาคม  ตลาด TFEX มีการซื้อขายสัญญาทั้ง Futures และ Options ไปแล้วทั้งหมด 2,971,475 สัญญา โดยหากเทียบสัดส่วนกับปริมาณซื้อขายกับปริมาณซื้อขายของตลาดหุ้นแล้วถือว่า ตลาด TFEX มีอัตราการเติบโตที่สูง  เหตุผลที่ทำให้ตลาด TFEX ในปี 2552 เติบโตก้าวกระโดดเ มื่อเทียบกับปี 2551 คือ จำนวนบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเพิ่มขึ้นในปลายปี 2551 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งในปี 2552 ทางตลาดอนุพันธ์ได้นำสินค้าโกลด์ฟิวเจอร์สเข้ามาให้ซื้อขาย ซึ่งเป็นสาเหตุให้จำนวนฐานลูกค้าของตลาดล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ของบล.โกลเบล็ก ตั้งแต่ต้นปี2552 จนถึง21 ธันวาคม 2552 อยู่ที่ 424,827 สัญญา  หรือ7.15% ของปริมาณทั้งตลาดจากส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่ถึง 1% ในปี 2551 ซึ่งถือเป็นอันดับ 5 ในอุตสาหกรรม แต่หากพิจารณาไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 นั้น โกลเบล็กมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรม สำหรับส่วนแบ่งการตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สของโกลเบล็กนั้นอยู่ที่ 17.13% ของทั้งตลาด โดยมีจำนวนสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ซื้อขายไปแล้วทั้งหมด 99,886สัญญา    

FSS คาดปีนี้พลิกกำไรได้ 50 ล.

FSS คาดปีนี้พลิกกำไรได้ 50 ล.

นางพรพริ้ง สุขสันติสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (FSS) กล่าวว่า คาดการณ์ในปี 2552 บริษัทฯ จะสามารถพลิกเป็นกำไร โดยคาดมีกำไรราว 50 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 112.84 ล้านบาท โดยพบว่าในช่วงไตรมาส 3/2552 เป็นช่วงที่ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างดีมาก นอกจากนี้  หลังจากควบรวมแล้วบริษัทฯ มีมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ 450 คน โดยสาเหตุที่มาร์เก็ตติ้งเพิ่มขึ้น เพราะมาร์เก็ตติ้งมองการเข้างานในโบรเกอร์ที่มาร์เก็ตแชร์ติดอันดับ 1-10 ของตลาดฯ แต่ในส่วนของFSS นั้นก็ยังมีธุรกิจที่ครบวงจร โดยจะเริ่มเปิดบริการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ หรือ SBL ในช่วงไตรมาส 1/2553 หรือ ไตรมาส 2/2553 ส่งผลให้มาร์เก็ตเเชร์เพิ่มขึ้น 1.5%จากปัจจุบันอยู่ที่ 4%  ดังนั้นสิ้นปีคาดจะมีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 4.5% ส่วนในปี 2553 วางเป้าหมายมาร์เก็ตแชร์ไว้ที่ 5% โดยมีความหวังว่าจะทำได้ประมาณ 6% อย่างไรก็ดี ในปี 2553 มีแผนที่เพิ่มจำนวนบัญชีเป็น 3.5 หมื่นบัญชี จากปัจจุบันที่มีจำนวนบัญชีอยู่ที่2.5 หมื่นบัญชี รวมถึงมีแผนที่ทำให้ลูกค้าของ FSS ไปซื้อขายหุ้นในต่างประเทศได้ จากในช่วงต้นปี 2552 ที่เริ่มไปซื้อขายในประเทสเวียดนามแล้ว โดยในอนาคตจะรุกไปยังฮ่องกง และประเทศจีน โดยจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนต่อเนื่อง

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ  SPALI กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายในปี 2553 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากน่าจะได้รับผลประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 10-12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 40% และโครงการแนวสูง 60% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งยอดขายของโครงการต่างจังหวัด คิดเป็น 10%ของยอดขายรวม นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังของ 2553 และปี 2554 โดยบริษัทฯจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพหรือบริเวณแนวรถไฟฟ้า ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ             นายประทีป กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนของยอดขายแบ่งเป็น  โครงการคอนโดมิเนียม 60% และบ้านจัดสรร 40% ซึ่งทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการต่างจังหวัด ที่ภูเก็ต ขอนแก่นและหาดใหญ่ ขณะที่โครงการแนวราบและ

ฟิทช์ คงเครดิต EXIM BANK ทุกรายการ

ฟิทช์ คงเครดิต EXIM BANK ทุกรายการ

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ดังต่อไปนี้- อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-term Foreign Currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BBB’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ-  อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น (Short-term Foreign Currency IDR) ที่ ‘F3’-  อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ-  อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’-  อันดับเครดิตสนับสนุนที่ ‘2’  -  อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ (Support Rating Floor) ที่ ‘BBB’-  อันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันที่ ‘AAA(tha)’ อันดับเครดิตของ EXIM มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับอันดับเครดิตของประเทศไทย เนื่องจากกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดและมีอำนาจควบคุมการบริหารงานในธนาคาร นอกจากนี้บทบาทของ EXIM ในฐานะองค์กรสินเชื่อเพื่อการส่งออกซึ่งทำให้ธนาคารได้รับการประกันหนี้บางส่วน และสามารถรับการชดเชยความเสียหายจากธุรกิจที่ดำเนินตามนโยบายของภาครัฐ ยังทำให้อันดับเครดิตของธนาคารมีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตของประเทศไทย (‘BBB’/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ฟิทช์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหากมีความจำเป็น ในเดือนเมษายน 2552 อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (IDR) และแนวโน้มอันดับเครดิตของ EXIM ได้ถูกปรับลดลงเป็น ‘BBB’/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ จาก ‘BBB+’/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ เป็นผลจากการที่อันดับเครดิตของประเทศไทยได้ถูกปรับลงเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อของประเทศไทย หลังจากประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นในปี 2550 EXIM ประกาศผลกำไรที่ลดลงในปี 2551 โดยมีกำไรสุทธิ 201 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 60% จากปีก่อนหน้าเนื่องจากการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มสูงขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ นอกจากนี้รายได้ของธนาคารยังลดลงจากการหดตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ตามผลประกอบการในเก้าเดือนแรกในปี 2552 ของ EXIM ได้ปรับตัวดีขึ้นโดยมีกำไรสุทธิที่ 160 ล้านบาท แม้ว่าความเสี่ยงในการต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นยังมีอยู่ การอ่อนตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 และไตรมาสแรกของปี 2552 ส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มสูงขึ้น ณ สิ้นปี 2551 EXIM มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีจำนวน 4.7 พันล้านบาท (หรือ 9.24% ของสินเชื่อรวม) เพิ่มขึ้น 62% จาก 2.9 พันล้านบาท (5.46%) ณ สิ้นปี 2550 และ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552  สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5.3 พันล้านบาท (10.84%) แต่ปรับตัวลดลงมาที่ 4.3 พันล้านบาท (9.06%) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ ฟิทช์คาดว่าการฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยของเศรษฐกิจจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ของ EXIM ในปี 2553 เงินกองทุนของ EXIM อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 23.82% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 เทียบกับ 16.63% ณ สิ้นปี 2551 และ 13.05% ณ สิ้นปี 2550 ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มทุนโดยกระทรวงการคลัง ณ สิ้น ปี 2551 (1.3 พันล้านบาท) และ ในเดือนกันยายน 2552 (5 พันล้านบาท) อัตราส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 23.6% ณ  สิ้นเดือนกันยายน 2552 ซึ่งสูงกว่าธนาคารเพื่อการส่งออกอื่นๆในภูมิภาค EXIM เริ่มดำเนินการในปี 2537 โดยธนาคารอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง และถูกตรวจสอบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เป้าหมายหลักของธนาคารคือการส่งเสริมการส่งออก การลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศและการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศ  EXIMไม่สามารถรับเงินฝากจากประชาชนได้               

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ได้รับมติอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทสำหรับการลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ โดยการลดจำนวนหุ้นของบริษัทฯ ให้น้อยลงจำนวน 50,000,000 หุ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทลดทุนจดทะเบียนจากจำนวน 875,000,000 บาท ให้คงเหลือ 825,000,000 บาท และลดทุนชำระแล้วจากจำนวน 700,000,000 บาท ให้คงเหลือ 650,000,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ทั้งนี้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยการลดทุนในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะมีผลช่วยเพิ่มโอกาสให้การขาดทุนสะสมของบริษัทฯ หมดไปภายในปี 2553 และจะพร้อมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในปีถัดไป นอกจากนั้นบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเตรียมระดมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทฯเชื่อว่าในปีหน้า เราจะสามารถทำรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยธุรกิจที่คาดว่าจะทำรายได้หลักให้กับบริษัทฯ คือ สายงานเพลงและดิจิตอลซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มมากขึ้นทุกๆปี อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้พัฒนาคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้สามารถรองรับการใช้งานระบบ 3G ที่กำลังจะเปิดใช้งานในอนาคต อีกทั้งสายงานธุรกิจกีฬาก็ยังคงสดใส เนื่องจากลิขสิทธิ์การแข่งขันบอลโลก (2010 FIFA World Cup South Africa) นั้นได้รับการตอบรับจากผู้สนับสนุนเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ภายใน ไตรมาส 2 และ 3 ของปี 53 โดยที่บริษัทฯ จะมุ่งเดินหน้าธุรก ิจทั้งหมดของบริษัทฯในเครือมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจของ อาร์เอส แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น               

QH เชื่อปีนี้รายได้เข้าเป้าโต 5%

QH เชื่อปีนี้รายได้เข้าเป้าโต 5%

นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH  เปิดเผยว่า บริษัทยังคงมั่นใจว่ารายได้รวมในปีนี้จะเติบโตเป็นไปตามเป้าที่วางไว้โดยโตจากปีก่อนประมาณ 5% หรือรายได้รวม 11,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ที่ 9,400 ล้านบาท เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเปิดโครงการบ้านใหม่ในปีนี้จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมมูลค่ารวม 8,400 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการบ้านที่เปิดขายก่อนสร้างเสร็จ ทั้งนี้แบ่งเป็นรายได้จาการขายบ้านบ้านไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นรายได้ที่มาจากการให้เช่าอาคารสำนักงานและอพาร์ตเมนท์ที่เข้ามาเป็นปัจจัยเสริม     นางสุวรรณา กล่าวต่ออีกว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมในปีหน้าว่าจะเติบโตจากปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30% ทั้งนี้ ได้รับนี้ได้รับปัจจัยบวกจากการคอนโดมิเนียมใหม่จำนวน 2 ในปีนี้มูลค่ารวมมูลค่ารวม 5,800 ล้านบาท ซึ่งจะมีการโอนและรับรู้รายได้ในปีหน้าประมาณ 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ แบ่งเป็นโครงการจากคอนโดมิเนียมสาธรที่มีสัดส่วนการขายไปแล้ว 80% และส่วนหนึ่งมาจากที่ยอดขายที่โครงการคอนโดมิเนียมหลังสวนที่เริ่มเปิดให้จองซึ่งจะเปิดให้จองอย่างเป็นทางการในเดือนมี.ค.ปีหน้า นอกจากนี้ ตามแผนที่วางไว้จะมีการเปิดตัวโครงการบ้านใหม่อีก 13 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.56 หมื่นล้านบาท ที่จะเริ่มเปิดให้จองและสามารถเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในปีหน้า

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEX ปี53 ส่อแววคึก เตรียมดันสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท ลงตลาด หวังขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่ม ด้านโกลเบล็ก สบช่อง เร่งให้บริการลูกค้า ผ่านช่องทางการให้ความรู้สินค้าอนุพันธ์แบบครบวงจร พร้อมออกโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย     นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช หัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอนุพันธ์ในปี2553 ยังคงมีอัตราการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทางบริษัทอนุพันธ์แห่งประเทศไทย จำกัด มีแผนที่จะขยายประเภทสินค้าล่วงหน้าเพิ่ม โดยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น จะมีการนำ Mini-Gold Futures หรือสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท เข้ามาซื้อขาย ซึ่งจะทำให้ฐานลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อย สามารถเข้ามาซื้อสินค้าล่วงหน้าได้มากขึ้น  ขณะเดียวกันในไตรมาส 3/2553 ตลาดอนุพันธ์จะนำสัญญาล่วงหน้าดอกเบี้ย หรือ Interest Rate Futures เข้ามาเพิ่ม นอกจากนี้ในอนาคตทางตลาดอนุพันธ์ เตรียมแผนที่จะนำสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Currency Futures เข้ามาให้ซื้อขายอีกเช่นเดียวกัน โดยสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทฯเชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดขยายตัวไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของตลาดTFEX  “หากเทียบตลาดTFEX ในประเทศ กับประเทศที่มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้ามาก่อนหน้าเราจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศอยู่ที่ระดับ 21%ซึ่งถือว่าน้อยมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศที่เป็นเจ้าแห่งสินค้าอนุพันธ์ อย่างประเทศเกาหลี ที่มีสัดส่วนของตลาดอนุพันธ์มากกว่าสัดส่วนตลาดหุ้นกว่า 3,500% ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าสัดส่วนการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก” นายสัญญา กล่าว และจากสัดส่วนการลงทุนที่ยังไม่สูงมากนัก ทำให้ทางบล.โกลเบล็ก มองว่า ตลาดอนุพันธ์ของในประเทศ ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดอนุพันธ์จะมีสินค้าอื่นๆเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขยายการลงทุนได้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน และก็ถือว่าเป็นผลดีต่อบริษัทฯที่ได้รับอนุญาตให้ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ทุกสินค้าในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งปัจจัยในเชิงบวกดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯสามารถขยายลูกค้าได้เพิ่มมากกว่าโบกเกอร์รายอื่นๆที่อาจจะมีการซื้อขายเพียงสินค้าตัวเดียว  ประกอบกับการมีโกลด์ฟิวเจอร์สขนาด 10 บาทเข้ามา ทำให้บล.โกลเบล็ก ที่มีบริษัทแม่ อย่างบริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด(มหาชน)หรือGBX ที่เป็นผู้นำเข้าส่งออกทองคำแท่งอยู่แล้ว สามารถให้บริการกับลูกค้าที่สนใจลงทุนในทองคำแท่ง และโกลด์ฟิวเจอร์สได้อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในประเทศที่ทำกำไรปราศจากความเสี่ยง (Perfect Arbitrage) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยในปี 2553 ทางโกลเบล็กมีแผนที่จะเพิ่มช่องทางการให้บริการลูกค้าให้หลากหลาย ทั้งผ่านช่องทางเจ้าหน้าที่การตลาดที่มีความรู้ในทุกสินค้าอนุพันธ์ , ผ่านช่องทางมือถือ , เว็บไซด์ การสัมมนา และสื่ออื่นๆ ซึ่งจะเน้นที่ผลประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นหลัก ลูกค้าจะได้รับข้อมูลกับคำแนะนำที่แม่นยำรวดเร็วทำให้การลงทุนสร้างผลตอบแทนที่ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆและโปรโมชั่น เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าถึงและเข้าใจในสินค้าอนุพันธ์ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างถูกต้อง นายสัญญา กล่าวเพิ่มอีกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึง วันที่ 21 ธันวาคม  ตลาด TFEX มีการซื้อขายสัญญาทั้ง Futures และ Options ไปแล้วทั้งหมด 2,971,475 สัญญา โดยหากเทียบสัดส่วนกับปริมาณซื้อขายกับปริมาณซื้อขายของตลาดหุ้นแล้วถือว่า ตลาด TFEX มีอัตราการเติบโตที่สูง  เหตุผลที่ทำให้ตลาด TFEX ในปี 2552 เติบโตก้าวกระโดดเ มื่อเทียบกับปี 2551 คือ จำนวนบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเพิ่มขึ้นในปลายปี 2551 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งในปี 2552 ทางตลาดอนุพันธ์ได้นำสินค้าโกลด์ฟิวเจอร์สเข้ามาให้ซื้อขาย ซึ่งเป็นสาเหตุให้จำนวนฐานลูกค้าของตลาดล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ของบล.โกลเบล็ก ตั้งแต่ต้นปี2552 จนถึง21 ธันวาคม 2552 อยู่ที่ 424,827 สัญญา  หรือ7.15% ของปริมาณทั้งตลาดจากส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่ถึง 1% ในปี 2551 ซึ่งถือเป็นอันดับ 5 ในอุตสาหกรรม แต่หากพิจารณาไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 นั้น โกลเบล็กมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรม สำหรับส่วนแบ่งการตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สของโกลเบล็กนั้นอยู่ที่ 17.13% ของทั้งตลาด โดยมีจำนวนสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ซื้อขายไปแล้วทั้งหมด 99,886สัญญา    

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ  SPALI กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายในปี 2553 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากน่าจะได้รับผลประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 10-12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 40% และโครงการแนวสูง 60% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งยอดขายของโครงการต่างจังหวัด คิดเป็น 10%ของยอดขายรวม นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังของ 2553 และปี 2554 โดยบริษัทฯจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพหรือบริเวณแนวรถไฟฟ้า ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ             นายประทีป กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนของยอดขายแบ่งเป็น  โครงการคอนโดมิเนียม 60% และบ้านจัดสรร 40% ซึ่งทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการต่างจังหวัด ที่ภูเก็ต ขอนแก่นและหาดใหญ่ ขณะที่โครงการแนวราบและ

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ได้รับมติอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทสำหรับการลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ โดยการลดจำนวนหุ้นของบริษัทฯ ให้น้อยลงจำนวน 50,000,000 หุ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทลดทุนจดทะเบียนจากจำนวน 875,000,000 บาท ให้คงเหลือ 825,000,000 บาท และลดทุนชำระแล้วจากจำนวน 700,000,000 บาท ให้คงเหลือ 650,000,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ทั้งนี้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยการลดทุนในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะมีผลช่วยเพิ่มโอกาสให้การขาดทุนสะสมของบริษัทฯ หมดไปภายในปี 2553 และจะพร้อมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในปีถัดไป นอกจากนั้นบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเตรียมระดมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทฯเชื่อว่าในปีหน้า เราจะสามารถทำรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยธุรกิจที่คาดว่าจะทำรายได้หลักให้กับบริษัทฯ คือ สายงานเพลงและดิจิตอลซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มมากขึ้นทุกๆปี อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้พัฒนาคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้สามารถรองรับการใช้งานระบบ 3G ที่กำลังจะเปิดใช้งานในอนาคต อีกทั้งสายงานธุรกิจกีฬาก็ยังคงสดใส เนื่องจากลิขสิทธิ์การแข่งขันบอลโลก (2010 FIFA World Cup South Africa) นั้นได้รับการตอบรับจากผู้สนับสนุนเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ภายใน ไตรมาส 2 และ 3 ของปี 53 โดยที่บริษัทฯ จะมุ่งเดินหน้าธุรก ิจทั้งหมดของบริษัทฯในเครือมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจของ อาร์เอส แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น               

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEX ปี53 ส่อแววคึก เตรียมดันสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท ลงตลาด หวังขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่ม ด้านโกลเบล็ก สบช่อง เร่งให้บริการลูกค้า ผ่านช่องทางการให้ความรู้สินค้าอนุพันธ์แบบครบวงจร พร้อมออกโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย     นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช หัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอนุพันธ์ในปี2553 ยังคงมีอัตราการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทางบริษัทอนุพันธ์แห่งประเทศไทย จำกัด มีแผนที่จะขยายประเภทสินค้าล่วงหน้าเพิ่ม โดยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น จะมีการนำ Mini-Gold Futures หรือสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท เข้ามาซื้อขาย ซึ่งจะทำให้ฐานลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อย สามารถเข้ามาซื้อสินค้าล่วงหน้าได้มากขึ้น  ขณะเดียวกันในไตรมาส 3/2553 ตลาดอนุพันธ์จะนำสัญญาล่วงหน้าดอกเบี้ย หรือ Interest Rate Futures เข้ามาเพิ่ม นอกจากนี้ในอนาคตทางตลาดอนุพันธ์ เตรียมแผนที่จะนำสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Currency Futures เข้ามาให้ซื้อขายอีกเช่นเดียวกัน โดยสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทฯเชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดขยายตัวไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของตลาดTFEX  “หากเทียบตลาดTFEX ในประเทศ กับประเทศที่มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้ามาก่อนหน้าเราจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศอยู่ที่ระดับ 21%ซึ่งถือว่าน้อยมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศที่เป็นเจ้าแห่งสินค้าอนุพันธ์ อย่างประเทศเกาหลี ที่มีสัดส่วนของตลาดอนุพันธ์มากกว่าสัดส่วนตลาดหุ้นกว่า 3,500% ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าสัดส่วนการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก” นายสัญญา กล่าว และจากสัดส่วนการลงทุนที่ยังไม่สูงมากนัก ทำให้ทางบล.โกลเบล็ก มองว่า ตลาดอนุพันธ์ของในประเทศ ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดอนุพันธ์จะมีสินค้าอื่นๆเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขยายการลงทุนได้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน และก็ถือว่าเป็นผลดีต่อบริษัทฯที่ได้รับอนุญาตให้ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ทุกสินค้าในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งปัจจัยในเชิงบวกดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯสามารถขยายลูกค้าได้เพิ่มมากกว่าโบกเกอร์รายอื่นๆที่อาจจะมีการซื้อขายเพียงสินค้าตัวเดียว  ประกอบกับการมีโกลด์ฟิวเจอร์สขนาด 10 บาทเข้ามา ทำให้บล.โกลเบล็ก ที่มีบริษัทแม่ อย่างบริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด(มหาชน)หรือGBX ที่เป็นผู้นำเข้าส่งออกทองคำแท่งอยู่แล้ว สามารถให้บริการกับลูกค้าที่สนใจลงทุนในทองคำแท่ง และโกลด์ฟิวเจอร์สได้อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในประเทศที่ทำกำไรปราศจากความเสี่ยง (Perfect Arbitrage) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยในปี 2553 ทางโกลเบล็กมีแผนที่จะเพิ่มช่องทางการให้บริการลูกค้าให้หลากหลาย ทั้งผ่านช่องทางเจ้าหน้าที่การตลาดที่มีความรู้ในทุกสินค้าอนุพันธ์ , ผ่านช่องทางมือถือ , เว็บไซด์ การสัมมนา และสื่ออื่นๆ ซึ่งจะเน้นที่ผลประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นหลัก ลูกค้าจะได้รับข้อมูลกับคำแนะนำที่แม่นยำรวดเร็วทำให้การลงทุนสร้างผลตอบแทนที่ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆและโปรโมชั่น เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าถึงและเข้าใจในสินค้าอนุพันธ์ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างถูกต้อง นายสัญญา กล่าวเพิ่มอีกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึง วันที่ 21 ธันวาคม  ตลาด TFEX มีการซื้อขายสัญญาทั้ง Futures และ Options ไปแล้วทั้งหมด 2,971,475 สัญญา โดยหากเทียบสัดส่วนกับปริมาณซื้อขายกับปริมาณซื้อขายของตลาดหุ้นแล้วถือว่า ตลาด TFEX มีอัตราการเติบโตที่สูง  เหตุผลที่ทำให้ตลาด TFEX ในปี 2552 เติบโตก้าวกระโดดเ มื่อเทียบกับปี 2551 คือ จำนวนบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเพิ่มขึ้นในปลายปี 2551 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งในปี 2552 ทางตลาดอนุพันธ์ได้นำสินค้าโกลด์ฟิวเจอร์สเข้ามาให้ซื้อขาย ซึ่งเป็นสาเหตุให้จำนวนฐานลูกค้าของตลาดล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ของบล.โกลเบล็ก ตั้งแต่ต้นปี2552 จนถึง21 ธันวาคม 2552 อยู่ที่ 424,827 สัญญา  หรือ7.15% ของปริมาณทั้งตลาดจากส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่ถึง 1% ในปี 2551 ซึ่งถือเป็นอันดับ 5 ในอุตสาหกรรม แต่หากพิจารณาไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 นั้น โกลเบล็กมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรม สำหรับส่วนแบ่งการตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สของโกลเบล็กนั้นอยู่ที่ 17.13% ของทั้งตลาด โดยมีจำนวนสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ซื้อขายไปแล้วทั้งหมด 99,886สัญญา    

FSS คาดปีนี้พลิกกำไรได้ 50 ล.

FSS คาดปีนี้พลิกกำไรได้ 50 ล.

นางพรพริ้ง สุขสันติสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (FSS) กล่าวว่า คาดการณ์ในปี 2552 บริษัทฯ จะสามารถพลิกเป็นกำไร โดยคาดมีกำไรราว 50 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 112.84 ล้านบาท โดยพบว่าในช่วงไตรมาส 3/2552 เป็นช่วงที่ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างดีมาก นอกจากนี้  หลังจากควบรวมแล้วบริษัทฯ มีมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ 450 คน โดยสาเหตุที่มาร์เก็ตติ้งเพิ่มขึ้น เพราะมาร์เก็ตติ้งมองการเข้างานในโบรเกอร์ที่มาร์เก็ตแชร์ติดอันดับ 1-10 ของตลาดฯ แต่ในส่วนของFSS นั้นก็ยังมีธุรกิจที่ครบวงจร โดยจะเริ่มเปิดบริการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ หรือ SBL ในช่วงไตรมาส 1/2553 หรือ ไตรมาส 2/2553 ส่งผลให้มาร์เก็ตเเชร์เพิ่มขึ้น 1.5%จากปัจจุบันอยู่ที่ 4%  ดังนั้นสิ้นปีคาดจะมีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 4.5% ส่วนในปี 2553 วางเป้าหมายมาร์เก็ตแชร์ไว้ที่ 5% โดยมีความหวังว่าจะทำได้ประมาณ 6% อย่างไรก็ดี ในปี 2553 มีแผนที่เพิ่มจำนวนบัญชีเป็น 3.5 หมื่นบัญชี จากปัจจุบันที่มีจำนวนบัญชีอยู่ที่2.5 หมื่นบัญชี รวมถึงมีแผนที่ทำให้ลูกค้าของ FSS ไปซื้อขายหุ้นในต่างประเทศได้ จากในช่วงต้นปี 2552 ที่เริ่มไปซื้อขายในประเทสเวียดนามแล้ว โดยในอนาคตจะรุกไปยังฮ่องกง และประเทศจีน โดยจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนต่อเนื่อง

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ  SPALI กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายในปี 2553 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากน่าจะได้รับผลประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 10-12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 40% และโครงการแนวสูง 60% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งยอดขายของโครงการต่างจังหวัด คิดเป็น 10%ของยอดขายรวม นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังของ 2553 และปี 2554 โดยบริษัทฯจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพหรือบริเวณแนวรถไฟฟ้า ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ             นายประทีป กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนของยอดขายแบ่งเป็น  โครงการคอนโดมิเนียม 60% และบ้านจัดสรร 40% ซึ่งทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการต่างจังหวัด ที่ภูเก็ต ขอนแก่นและหาดใหญ่ ขณะที่โครงการแนวราบและ

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ  SPALI กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายในปี 2553 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากน่าจะได้รับผลประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 10-12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 40% และโครงการแนวสูง 60% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งยอดขายของโครงการต่างจังหวัด คิดเป็น 10%ของยอดขายรวม นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังของ 2553 และปี 2554 โดยบริษัทฯจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพหรือบริเวณแนวรถไฟฟ้า ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ             นายประทีป กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนของยอดขายแบ่งเป็น  โครงการคอนโดมิเนียม 60% และบ้านจัดสรร 40% ซึ่งทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการต่างจังหวัด ที่ภูเก็ต ขอนแก่นและหาดใหญ่ ขณะที่โครงการแนวราบและ

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ  SPALI กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายในปี 2553 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากน่าจะได้รับผลประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 10-12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 40% และโครงการแนวสูง 60% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งยอดขายของโครงการต่างจังหวัด คิดเป็น 10%ของยอดขายรวม นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังของ 2553 และปี 2554 โดยบริษัทฯจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพหรือบริเวณแนวรถไฟฟ้า ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ             นายประทีป กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนของยอดขายแบ่งเป็น  โครงการคอนโดมิเนียม 60% และบ้านจัดสรร 40% ซึ่งทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการต่างจังหวัด ที่ภูเก็ต ขอนแก่นและหาดใหญ่ ขณะที่โครงการแนวราบและ

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ  SPALI กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายในปี 2553 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากน่าจะได้รับผลประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 10-12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 40% และโครงการแนวสูง 60% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งยอดขายของโครงการต่างจังหวัด คิดเป็น 10%ของยอดขายรวม นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังของ 2553 และปี 2554 โดยบริษัทฯจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพหรือบริเวณแนวรถไฟฟ้า ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ             นายประทีป กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนของยอดขายแบ่งเป็น  โครงการคอนโดมิเนียม 60% และบ้านจัดสรร 40% ซึ่งทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการต่างจังหวัด ที่ภูเก็ต ขอนแก่นและหาดใหญ่ ขณะที่โครงการแนวราบและ

ฟิทช์ คงเครดิต EXIM BANK ทุกรายการ

ฟิทช์ คงเครดิต EXIM BANK ทุกรายการ

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ดังต่อไปนี้- อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-term Foreign Currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BBB’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ-  อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น (Short-term Foreign Currency IDR) ที่ ‘F3’-  อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาวที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ-  อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’-  อันดับเครดิตสนับสนุนที่ ‘2’  -  อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ (Support Rating Floor) ที่ ‘BBB’-  อันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันที่ ‘AAA(tha)’ อันดับเครดิตของ EXIM มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับอันดับเครดิตของประเทศไทย เนื่องจากกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดและมีอำนาจควบคุมการบริหารงานในธนาคาร นอกจากนี้บทบาทของ EXIM ในฐานะองค์กรสินเชื่อเพื่อการส่งออกซึ่งทำให้ธนาคารได้รับการประกันหนี้บางส่วน และสามารถรับการชดเชยความเสียหายจากธุรกิจที่ดำเนินตามนโยบายของภาครัฐ ยังทำให้อันดับเครดิตของธนาคารมีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตของประเทศไทย (‘BBB’/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ฟิทช์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐหากมีความจำเป็น ในเดือนเมษายน 2552 อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (IDR) และแนวโน้มอันดับเครดิตของ EXIM ได้ถูกปรับลดลงเป็น ‘BBB’/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ จาก ‘BBB+’/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ เป็นผลจากการที่อันดับเครดิตของประเทศไทยได้ถูกปรับลงเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อของประเทศไทย หลังจากประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นในปี 2550 EXIM ประกาศผลกำไรที่ลดลงในปี 2551 โดยมีกำไรสุทธิ 201 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 60% จากปีก่อนหน้าเนื่องจากการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มสูงขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ นอกจากนี้รายได้ของธนาคารยังลดลงจากการหดตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ตามผลประกอบการในเก้าเดือนแรกในปี 2552 ของ EXIM ได้ปรับตัวดีขึ้นโดยมีกำไรสุทธิที่ 160 ล้านบาท แม้ว่าความเสี่ยงในการต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นยังมีอยู่ การอ่อนตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 และไตรมาสแรกของปี 2552 ส่งผลให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มสูงขึ้น ณ สิ้นปี 2551 EXIM มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีจำนวน 4.7 พันล้านบาท (หรือ 9.24% ของสินเชื่อรวม) เพิ่มขึ้น 62% จาก 2.9 พันล้านบาท (5.46%) ณ สิ้นปี 2550 และ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552  สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5.3 พันล้านบาท (10.84%) แต่ปรับตัวลดลงมาที่ 4.3 พันล้านบาท (9.06%) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ ฟิทช์คาดว่าการฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยของเศรษฐกิจจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ของ EXIM ในปี 2553 เงินกองทุนของ EXIM อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 23.82% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 เทียบกับ 16.63% ณ สิ้นปี 2551 และ 13.05% ณ สิ้นปี 2550 ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มทุนโดยกระทรวงการคลัง ณ สิ้น ปี 2551 (1.3 พันล้านบาท) และ ในเดือนกันยายน 2552 (5 พันล้านบาท) อัตราส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 23.6% ณ  สิ้นเดือนกันยายน 2552 ซึ่งสูงกว่าธนาคารเพื่อการส่งออกอื่นๆในภูมิภาค EXIM เริ่มดำเนินการในปี 2537 โดยธนาคารอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง และถูกตรวจสอบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เป้าหมายหลักของธนาคารคือการส่งเสริมการส่งออก การลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศและการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศ  EXIMไม่สามารถรับเงินฝากจากประชาชนได้               

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ได้รับมติอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทสำหรับการลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ โดยการลดจำนวนหุ้นของบริษัทฯ ให้น้อยลงจำนวน 50,000,000 หุ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทลดทุนจดทะเบียนจากจำนวน 875,000,000 บาท ให้คงเหลือ 825,000,000 บาท และลดทุนชำระแล้วจากจำนวน 700,000,000 บาท ให้คงเหลือ 650,000,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ทั้งนี้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยการลดทุนในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะมีผลช่วยเพิ่มโอกาสให้การขาดทุนสะสมของบริษัทฯ หมดไปภายในปี 2553 และจะพร้อมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในปีถัดไป นอกจากนั้นบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเตรียมระดมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทฯเชื่อว่าในปีหน้า เราจะสามารถทำรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยธุรกิจที่คาดว่าจะทำรายได้หลักให้กับบริษัทฯ คือ สายงานเพลงและดิจิตอลซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มมากขึ้นทุกๆปี อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้พัฒนาคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้สามารถรองรับการใช้งานระบบ 3G ที่กำลังจะเปิดใช้งานในอนาคต อีกทั้งสายงานธุรกิจกีฬาก็ยังคงสดใส เนื่องจากลิขสิทธิ์การแข่งขันบอลโลก (2010 FIFA World Cup South Africa) นั้นได้รับการตอบรับจากผู้สนับสนุนเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ภายใน ไตรมาส 2 และ 3 ของปี 53 โดยที่บริษัทฯ จะมุ่งเดินหน้าธุรก ิจทั้งหมดของบริษัทฯในเครือมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจของ อาร์เอส แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น               

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEXเอาใจนลท.รับปี53 ดันสัญญาล่วงหน้าทอง10บ.

TFEX ปี53 ส่อแววคึก เตรียมดันสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท ลงตลาด หวังขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่ม ด้านโกลเบล็ก สบช่อง เร่งให้บริการลูกค้า ผ่านช่องทางการให้ความรู้สินค้าอนุพันธ์แบบครบวงจร พร้อมออกโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย     นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช หัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอนุพันธ์ในปี2553 ยังคงมีอัตราการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทางบริษัทอนุพันธ์แห่งประเทศไทย จำกัด มีแผนที่จะขยายประเภทสินค้าล่วงหน้าเพิ่ม โดยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น จะมีการนำ Mini-Gold Futures หรือสัญญาล่วงหน้าทองคำขนาด 10 บาท เข้ามาซื้อขาย ซึ่งจะทำให้ฐานลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อย สามารถเข้ามาซื้อสินค้าล่วงหน้าได้มากขึ้น  ขณะเดียวกันในไตรมาส 3/2553 ตลาดอนุพันธ์จะนำสัญญาล่วงหน้าดอกเบี้ย หรือ Interest Rate Futures เข้ามาเพิ่ม นอกจากนี้ในอนาคตทางตลาดอนุพันธ์ เตรียมแผนที่จะนำสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Currency Futures เข้ามาให้ซื้อขายอีกเช่นเดียวกัน โดยสัญญาล่วงหน้าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทฯเชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตของจำนวนลูกค้าใหม่ในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดขยายตัวไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของตลาดTFEX  “หากเทียบตลาดTFEX ในประเทศ กับประเทศที่มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้ามาก่อนหน้าเราจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศอยู่ที่ระดับ 21%ซึ่งถือว่าน้อยมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศที่เป็นเจ้าแห่งสินค้าอนุพันธ์ อย่างประเทศเกาหลี ที่มีสัดส่วนของตลาดอนุพันธ์มากกว่าสัดส่วนตลาดหุ้นกว่า 3,500% ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าสัดส่วนการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก” นายสัญญา กล่าว และจากสัดส่วนการลงทุนที่ยังไม่สูงมากนัก ทำให้ทางบล.โกลเบล็ก มองว่า ตลาดอนุพันธ์ของในประเทศ ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ตลาดอนุพันธ์จะมีสินค้าอื่นๆเข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการขยายการลงทุนได้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน และก็ถือว่าเป็นผลดีต่อบริษัทฯที่ได้รับอนุญาตให้ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ทุกสินค้าในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งปัจจัยในเชิงบวกดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯสามารถขยายลูกค้าได้เพิ่มมากกว่าโบกเกอร์รายอื่นๆที่อาจจะมีการซื้อขายเพียงสินค้าตัวเดียว  ประกอบกับการมีโกลด์ฟิวเจอร์สขนาด 10 บาทเข้ามา ทำให้บล.โกลเบล็ก ที่มีบริษัทแม่ อย่างบริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด(มหาชน)หรือGBX ที่เป็นผู้นำเข้าส่งออกทองคำแท่งอยู่แล้ว สามารถให้บริการกับลูกค้าที่สนใจลงทุนในทองคำแท่ง และโกลด์ฟิวเจอร์สได้อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในประเทศที่ทำกำไรปราศจากความเสี่ยง (Perfect Arbitrage) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยในปี 2553 ทางโกลเบล็กมีแผนที่จะเพิ่มช่องทางการให้บริการลูกค้าให้หลากหลาย ทั้งผ่านช่องทางเจ้าหน้าที่การตลาดที่มีความรู้ในทุกสินค้าอนุพันธ์ , ผ่านช่องทางมือถือ , เว็บไซด์ การสัมมนา และสื่ออื่นๆ ซึ่งจะเน้นที่ผลประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนเป็นหลัก ลูกค้าจะได้รับข้อมูลกับคำแนะนำที่แม่นยำรวดเร็วทำให้การลงทุนสร้างผลตอบแทนที่ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆและโปรโมชั่น เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าถึงและเข้าใจในสินค้าอนุพันธ์ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถกระจายการลงทุนได้อย่างถูกต้อง นายสัญญา กล่าวเพิ่มอีกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึง วันที่ 21 ธันวาคม  ตลาด TFEX มีการซื้อขายสัญญาทั้ง Futures และ Options ไปแล้วทั้งหมด 2,971,475 สัญญา โดยหากเทียบสัดส่วนกับปริมาณซื้อขายกับปริมาณซื้อขายของตลาดหุ้นแล้วถือว่า ตลาด TFEX มีอัตราการเติบโตที่สูง  เหตุผลที่ทำให้ตลาด TFEX ในปี 2552 เติบโตก้าวกระโดดเ มื่อเทียบกับปี 2551 คือ จำนวนบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเพิ่มขึ้นในปลายปี 2551 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งในปี 2552 ทางตลาดอนุพันธ์ได้นำสินค้าโกลด์ฟิวเจอร์สเข้ามาให้ซื้อขาย ซึ่งเป็นสาเหตุให้จำนวนฐานลูกค้าของตลาดล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ของบล.โกลเบล็ก ตั้งแต่ต้นปี2552 จนถึง21 ธันวาคม 2552 อยู่ที่ 424,827 สัญญา  หรือ7.15% ของปริมาณทั้งตลาดจากส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่ถึง 1% ในปี 2551 ซึ่งถือเป็นอันดับ 5 ในอุตสาหกรรม แต่หากพิจารณาไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 นั้น โกลเบล็กมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรม สำหรับส่วนแบ่งการตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สของโกลเบล็กนั้นอยู่ที่ 17.13% ของทั้งตลาด โดยมีจำนวนสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ซื้อขายไปแล้วทั้งหมด 99,886สัญญา    

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

SPALI ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า1.4 หมื่นล.

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ  SPALI กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายในปี 2553 ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากน่าจะได้รับผลประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 10-12 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 40% และโครงการแนวสูง 60% ส่วนโครงการในต่างจังหวัดบริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ ภูเก็ต ขอนแก่น หาดใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งยอดขายของโครงการต่างจังหวัด คิดเป็น 10%ของยอดขายรวม นอกจากนี้ บริษัทฯเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังของ 2553 และปี 2554 โดยบริษัทฯจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพหรือบริเวณแนวรถไฟฟ้า ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดของบริษัทฯ             นายประทีป กล่าวอีกว่า บริษัทฯคาดการณ์ว่ายอดขายในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนของยอดขายแบ่งเป็น  โครงการคอนโดมิเนียม 60% และบ้านจัดสรร 40% ซึ่งทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการต่างจังหวัด ที่ภูเก็ต ขอนแก่นและหาดใหญ่ ขณะที่โครงการแนวราบและ

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

อาร์เอส ประกาศล้างขาดทุนสะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ได้รับมติอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทสำหรับการลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ โดยการลดจำนวนหุ้นของบริษัทฯ ให้น้อยลงจำนวน 50,000,000 หุ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทลดทุนจดทะเบียนจากจำนวน 875,000,000 บาท ให้คงเหลือ 825,000,000 บาท และลดทุนชำระแล้วจากจำนวน 700,000,000 บาท ให้คงเหลือ 650,000,000 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ทั้งนี้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยการลดทุนในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะมีผลช่วยเพิ่มโอกาสให้การขาดทุนสะสมของบริษัทฯ หมดไปภายในปี 2553 และจะพร้อมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในปีถัดไป นอกจากนั้นบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเตรียมระดมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทฯเชื่อว่าในปีหน้า เราจะสามารถทำรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยธุรกิจที่คาดว่าจะทำรายได้หลักให้กับบริษัทฯ คือ สายงานเพลงและดิจิตอลซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มมากขึ้นทุกๆปี อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้พัฒนาคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้สามารถรองรับการใช้งานระบบ 3G ที่กำลังจะเปิดใช้งานในอนาคต อีกทั้งสายงานธุรกิจกีฬาก็ยังคงสดใส เนื่องจากลิขสิทธิ์การแข่งขันบอลโลก (2010 FIFA World Cup South Africa) นั้นได้รับการตอบรับจากผู้สนับสนุนเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ภายใน ไตรมาส 2 และ 3 ของปี 53 โดยที่บริษัทฯ จะมุ่งเดินหน้าธุรก ิจทั้งหมดของบริษัทฯในเครือมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจของ อาร์เอส แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น