ณรงค์ชัยแนะอัดฉีดเพิ่มจี้รัฐออกมาตรก๊อก2

ณรงค์ชัยแนะอัดฉีดเพิ่มจี้รัฐออกมาตรก๊อก2

ณรงค์ชัยแนะอัดฉีดเพิ่มจี้รัฐออกมาตรก๊อก2

เอ็กซิมแบงก์เสนอรัฐบาลอัดฉีดงบเพิ่มเติม เสนอ 5 แนวทางกระตุ้นลงทุน รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดแข่งขัน

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษในงานเสวนาหัวข้อ "ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2552" เมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) โดยระบุแนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีโอกาสขยายตัว 1% ภายใต้สมมติฐานว่า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.2% ส่วนการบริโภคภาครัฐต้องขยายตัว 8.3% ขณะที่ภาคการลงทุนของภาคเอกชน ต้องมีการขยายตัว 3% ส่วนการลงทุนภาครัฐบาลขยายตัว 5.9% และการส่งออกไม่มีการขยายตัว

"โอกาสที่จีดีพีจะขยายตัว 1% น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการฟื้นความเชื่อมั่นภาคเอกชน ให้มีการบริโภคและการลงทุนตามที่ประเมินไว้"

อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ 1% นี้ จะต้องขึ้นอยู่กับการนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมาปฏิบัติในระยะเวลาที่รวดเร็ว เหมาะสมและมีประสิทธิภาพด้วย

"มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะเน้นกระตุ้นการบริโภคค่อนข้างมาก ทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนของเศรษฐกิจในระยะยาว"

มองส่งออกไม่ขยายตัว

ส่วนการส่งออก ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้น่าจะสูง แต่ที่ทำได้จริงคงไม่มาก ส่วนตัวประเมินว่าคงไม่มีการขยายตัว เนื่องจากตลาดส่งออกหลักของไทย คือ ประเทศแถบตะวันตก หรือคิดเป็น 70% ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจทั้งสิ้น ขณะที่อีก 30% ส่งออกไปยังประเทศแถบเอเชียด้วยกัน ทั้งนี้ เห็นว่าภาคการส่งออกของไทย ควรจะใช้ช่วงที่การส่งออกชะงัก หันไปเน้นการส่งออกสินค้าด้านศิลปะและวัฒนธรรมของไทย สู่ตลาดเอเชียให้มากขึ้น

ดร.ณรงค์ชัย เสนอแนะให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการกระตุ้นการลงทุน เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและให้เกิดศักยภาพการแข่งขันสูงขึ้น โดยเสนอแนะไว้ 5 แนวทาง คือ 1.เพิ่มโครงการบริหารงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีงบประมาณ 25% ของงบแผ่นดิน 2. เพิ่มพลังงานทดแทนและลดการนำเข้าพลังงาน 3.เพิ่มกลไกรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 4.เพิ่มธุรกิจที่มีพื้นฐานด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้มากขึ้น และ 5.เพิ่มความสามารถในการให้บริการด้านโลจิสติกส์

แนะรัฐกู้เพิ่มอัดฉีดเศรษฐกิจ

ดร.ณรงค์ชัย กล่าวเพิ่มว่า เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะมีการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก๊อก 2 ออกมาเร็วๆ นี้ โดยรัฐบาลสามารถกู้จากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศได้อีก 4.4 แสนล้านบาท และกู้จากต่างประเทศได้อีก 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่สามารถกู้ได้ 10% ของงบประมาณ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถยังค้ำประกันได้อีก 20% ของงบประมาณ หรือคิดเป็น 4 แสนล้านบาท และสามารถก่อหนี้สาธารณะ 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้อัตราหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 43% ของจีดีพีจากเดิมที่อยู่ที่ 37%

ขณะที่ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วงมาก แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมีโอกาสติดลบ ประมาณ 2-3% หากการส่งออกที่มีสัดส่วนคิดเป็น 2 ใน 3 ของจีดีพี มีการตัวติดลบมากกว่า 2 หลัก แต่เชื่อว่าจีดีพีของไทยคงไม่ติดลบมากที่สุดในโลก

เขากล่าวว่า ขณะนี้ ทั่วโลกรอความหวังจากมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินของประเทศจีน จำนวน 4.4 ล้านล้านหยวน เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนไม่ให้ชะลอตัวลงมาก ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องยากหากไทยจะหวังพึ่งการส่งออกเป็นหลัก ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งรักษาอัตราการขยายตัวของการส่งออก และเร่งทำโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว

สมาคมแบงก์เชื่อฐานะแกร่ง

ดร.ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวในงานเสวนาเดียวกันว่า ผลกระทบจากวิกฤติที่มีต่ออุตสาหกรรมแบงก์ไม่น่าห่วง เชื่อว่าแบงก์จะผ่านไปได้ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นหนักในภาคเศรษฐกิจจริง อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปจนถึงปีหน้าจะต้องมีการประคับประคอง และดำเนินการบริหารอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้

ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจยังมีความอ่อนแอมาก และไม่มีความสามารถในการชำระนี้ ยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แม้ว่าเอ็นพีแอลจะปรับเพิ่มขึ้น แบงก์ยังรับมือได้ เนื่องจากมีการตั้งสำรองในปีที่ผ่านมาค่อนข้างสูง และเชื่อว่าจะสามารถรับมือกับเอ็นพีแอลได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า

นายมังกร ธนสารศิลป์ รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบมากที่สุด ก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยประเมินว่า อาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างฐานการส่งออกใหม่ โดยอาจต้องขยายการส่งออกไปสู่ตลาดที่ราคาต่ำลง ทั้งนี้ แนะให้ผู้ประกอบการในประเทศหันมาเจาะกลุ่มลูกค้าในประเทศให้มากขึ้น เพราะจะปลอดภัยมากกว่าในช่วงภาวะแบบนี้

 

เอ็กโกกรุ๊ปเผยกำไรQ1โตกว่า2.9พันล้านบาท

เอ็กโกกรุ๊ปเผยกำไรQ1โตกว่า2.9พันล้านบาท

กสทช.เปิดลงทะเบียนซิมด้วยระบบสแกนนิ้ว

กสทช.เปิดลงทะเบียนซิมด้วยระบบสแกนนิ้ว

SCGมุ่งลงทุนนวัตกรรมรับการเปลี่ยนแปลงโลก

SCGมุ่งลงทุนนวัตกรรมรับการเปลี่ยนแปลงโลก

สศอ.เร่งสรุปแผนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์3ปีลงทุนแสนล.

สศอ.เร่งสรุปแผนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์3ปีลงทุนแสนล.

เอกชนหนุนกสทช.แก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

เอกชนหนุนกสทช.แก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

ศุภชัยมองไทยปรับตัวรับ 4.0 พัฒนาทุกกลุ่ม

ศุภชัยมองไทยปรับตัวรับ 4.0 พัฒนาทุกกลุ่ม

พาณิชย์ระดมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

พาณิชย์ระดมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

เปิดตลาดหุ้นภาคบ่ายบวก2.28จุด

เปิดตลาดหุ้นภาคบ่ายบวก2.28จุด

ธอส.ออกเงินฝากออมทรัพย์พูนทรัพย์

ธอส.ออกเงินฝากออมทรัพย์พูนทรัพย์

เลขาธิการEECคาดปรับโครงสร้างดันGDPโต4.5-5%

เลขาธิการEECคาดปรับโครงสร้างดันGDPโต4.5-5%

อสังหาฯโคม่า แบงก์ดับฝันคนรายได้น้อย ต่ำ 2.5 หมื่นกู้ไม่ได้! ปล่อยโครงการ-ลอยแพคนซื้อ

อสังหาฯโคม่า แบงก์ดับฝันคนรายได้น้อย ต่ำ 2.5 หมื่นกู้ไม่ได้! ปล่อยโครงการ-ลอยแพคนซื้อ

บขส.ร่วมมือธกส.เพิ่มช่องทางขายข้าวสาร

บขส.ร่วมมือธกส.เพิ่มช่องทางขายข้าวสาร

กรมบัญชีกลางยืดมาตรการช่วยเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

กรมบัญชีกลางยืดมาตรการช่วยเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

พณ.เชื่องานLocal Economy4.0สร้างธุรกิจใหม่

พณ.เชื่องานLocal Economy4.0สร้างธุรกิจใหม่

ปิดตลาดหุ้นภาคเช้าบวก4.71จุด

ปิดตลาดหุ้นภาคเช้าบวก4.71จุด

พณ.จัดงานสร้างความเข้มแข็งศก.ท้องถิ่น

พณ.จัดงานสร้างความเข้มแข็งศก.ท้องถิ่น

ร้านอาหารสุดเเหวก! ขายกระเพราเมนูเดียว ใส่ภาชนะเเปลก ลูกค้าติดใจ ขายดีวันละกว่า 300 จาน

ร้านอาหารสุดเเหวก! ขายกระเพราเมนูเดียว ใส่ภาชนะเเปลก ลูกค้าติดใจ ขายดีวันละกว่า 300 จาน

ตลาดจับตาประชุมขยายลดกำลังผลิตน้ำมัน

ตลาดจับตาประชุมขยายลดกำลังผลิตน้ำมัน

หุ้นไทยเปิดตลาดเช้านี้บวก2.33จุด

หุ้นไทยเปิดตลาดเช้านี้บวก2.33จุด

เปิดพิกัด! บุฟเฟ่ต์ “ทุเรียน” กินไม่อั้น

เปิดพิกัด! บุฟเฟ่ต์ “ทุเรียน” กินไม่อั้น

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์