3 เรื่องเงินที่ “ฟรีแลนซ์” ควรรู้

3 เรื่องเงินที่ “ฟรีแลนซ์” ควรรู้

3 เรื่องเงินที่ “ฟรีแลนซ์” ควรรู้

AomMoney

สนับสนุนเนื้อหา

แฟนเพจหลายคนโพสต์มาถามว่าเป็น มีรายได้ขึ้นๆลงๆ จะออมเงินยังไง มีวิธีจัดการเงินแบบไหนบ้าง แล้วถ้ามีหนี้ด้วยจะทำอย่างไร อืมมมม เป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ คิดว่าน่าจะมีหลายคนที่เป็นแบบนี้ เราขอตอบพร้อมกันในบทความ “3เรื่องที่ฟรีแลนซ์ควรรู้” ทีเดียวเลยนะจ๊ะ

 

จากประสบการณ์ในอดีตที่เคยทำงานประจำและปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่ามันมีวิธีจัดการเรื่องเงินที่แตกต่างกัน สำหรับคนที่กำลังจะลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์และคนที่เป็นฟรีแลนซ์อยู่แล้วก็อาจจะนำไอเดียนี้ไปลองปรับใช้ดูนะจ๊ะ (บทความนี้จะเขียนวิธีการจัดการเงินของฟรีแลนซ์นะจ๊ะ ส่วนคนที่ทำงานประจำอ่านได้ที่ บทความนี้ 4 ขั้นตอนสร้างบัญชีเงินเดือนขั้นเทพ!! คลิกที่นี่)

 

รายได้ของฟรีแลนซ์

ฟรีแลนซ์หรือคนที่ทำงานอิสระ แม้ว่าได้ทำงานตามความฝันก็จริง แต่มันเป็นอาชีพที่มีรายได้แปรปรวนยิ่งกว่าคนวัยทอง บางเดือนมีเงินก้อนไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ให้เราบันเทิงเริงใจ บางเดือนเงินเข้ามาแบบกระปริบกระปรอยให้พอมีประทังชีวิตไปวันๆ ในขณะที่บางเดือนน้ำตาเล็ดเพราะไม่มีเงินกระเด็นเข้ากระเป๋ามาเลยสักบาท

 

ยัง!! ยัง ยังไม่หมดแค่นี้ ถ้าคิดที่จะรักอิสระก็ต้องดูแลตัวเอง ด้วยการจ่ายประกันสังคม ซื้อประกันชีวิต ซื้อประกันสุขภาพและเก็บเงินเกษียณเอง นี่แหละคือชีวิตจริงของฟรีแลนซ์ เมื่อมีเงินเข้ากระเป๋ามาแล้วก็จะต้องหาวิธีจัดการให้มันอยู่กับเรานานๆ เพื่อจะได้มีลมหายใจไปต่อยอดความฝันต่อไปนะจ๊ะ

 

3 เรื่องเงินที่ฟรีแลนซ์ควรรู้

เรื่องแรก รู้จักเงินในกระเป๋าของตัวเอง?

เราควรรู้ว่าปัจจุบันการเงินของตัวเองเป็นอย่างไร ทั้งฝั่งรายรับและฝั่งรายจ่าย เช่น มีรายได้จากทิศทางไหนบ้าง มีเงินเก็บไว้ที่ไหนบ้าง จำนวนเท่าไหร่ มีหนี้สินที่ต้องจ่ายทุกเดือนเท่าไหร่ และมีรายจ่ายส่วนตัวอะไรบ้าง จะทำให้เราเห็นภาพรวมเงินของตัวเองมากขึ้น

 

แผนที่การเงินของเรา…

f1

 

จุดนี้เองที่วิธีจัดการเงินของฟรีแลนซ์แตกต่างกับคนที่ทำงานประจำ เพราะเราจะให้ความสำคัญกับหนี้สินเป็นอันดับแรก เมื่อได้มีรายได้เข้ามาก็นำไปจ่ายหนี้สิน แบ่งไปออมเงิน แล้วค่อยนำไปใช้จ่ายกับเรื่องส่วนตัว เพราะอะไรถึงมองแบบนี้คำเฉลยอยู่ที่เนื้อหาถัดไปนะจ๊ะ

 

สมการเงินออมของฟรีแลนซ์

รายได้ – หนี้สิน – เงินออม = รายจ่ายส่วนตัว

เราแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ตามนี้นะจ๊ะ

 

ส่วนที่ 1 หนี้สิน

 

รายได้ไม่แน่นอน มาบ้าง ไม่มาบ้าง แต่หนี้สินนี่ซิ มันมาหาเราทุกเดือนแบบตรงเวลาเป๊ะ เราจะรู้ว่าแต่ละเดือนต้องจ่ายหนี้เท่าไหร่ ถ้าเราแกล้งลืมหรือจ่ายล่าช้าก็จะทำให้เสียเครดิต มีประวัติด่างพร้อยในเครดิตบูโร แล้วถ้าในอนาคตเราต้องการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน (เช่น ซื้อบ้าน ลงทุนทำธุรกิจ) มันก็จะยากมากขึ้น หรือเสียดอกเบี้ยแพงกว่าคนอื่น อุต๊ะ!! มันส่งผลเสียยาวเป็นหางว่าวเลยนะจ๊ะ

 

สาเหตุนี้เองที่ฟรีแลนซ์ควรให้ความสำคัญกับหนี้สินเป็นอย่างแรก ถ้าพลาดแค่ครั้งเดียว อนาคตมืดมนกันเลยทีเดียว และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ เราจะรู้ตัวเองว่าสามารถสร้างหนี้ได้อีกเท่าไหร่ ที่จะทำให้ตัวเองไม่เดือดร้อน

 

f2

 

ควรแบ่งหนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ หนี้ระยะสั้น (บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ) และหนี้ระยาว (ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ) ว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ ตอนนี้จ่ายรายเดือนเท่าไหร่ จะหมดหนี้ช่วงไหน ถ้าเขียนออกมาได้ชัดเจนก็จะรู้ว่า ตัวเองควรมีเงินขั้นต่ำที่เป็นเงินฉุกเฉินเก็บไว้ในบัญชีเท่าไหร่

 

ตัวอย่าง ใช้บัตรเครดิตผ่อน 0% เดือนละ 1,000 บาท 6 เดือน และผ่อนบ้าน 20 ปี เดือนละ 15,000 บาท แสดงว่าเราจะต้องจ่ายหนี้เดือนละ 16,000 บาท (จำตัวเลขนี้ไว้เพราะจะนำมาคำนวณเงินฉุกเฉินในหัวข้อต่อไป)

 

ส่วนที่ 2 เงินออม

 

เขียนเป้าหมายชีวิตของตัวเองออกมาว่าในอนาคตต้องการอะไรบ้าง ในระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อจะได้หาตัวช่วยเก็บเงินให้สำเร็จตามที่คิดไว้ เช่น วางแผนซื้อบ้าน ท่องเทียว เรียนต่อ เกษียณลั้นลา ฯลฯ เพราะวิธีการเก็บเงินแต่ละแบบนั้นเหมาะกับเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน

 

f3

แบ่งเป้าหมายทางการเงินในระยะสั้น กลางและยาว พร้อมกับจับคู่กับวิธีการเก็บเงิน

 

ตัวอย่าง ถ้าเราต้องการเก็บเงินไว้ใช้ตอนช่วงที่เกษียณอายุ แต่เอาไปไว้ที่ฝากออมทรัพย์ เพราะมันง่าย รู้ว่าฝากเงินแล้วก็ได้รับดอกเบี้ย ไม่ชอบการลงทุนแบบอื่นๆที่มีหลายขั้นตอนและใช้เอกสารเยอะ

 

เราควรมองอีกมุมหนึ่งนะจ๊ะ แม้ว่าการฝากออมทรัพย์มันง่ายกับเราก็จริง แต่เงินก้อนนี้อาจจะอยู่ไม่ถึงวันที่เราเกษียณก็ได้ เพราะเราอาจจะถอนออกมาใช้หมดก่อน

 

สิ่งสำคัญ คือ เงินของเรามันมีค่าลดลงทุกวันๆ ดูจากราคาข้าวราดแกง แต่ก่อนจานละ 15-20 บาท ตอนนี้ราคาจานละ 40-50 บาท ถ้าเรามีเงิน 100 บาทเก็บไว้ในออมทรัพย์เฉยๆก็จะซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งการลงทุนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะรักษามูลค่าของเงินเอาไว้ได้ แต่จะลงทุนอะไรก็ต้องเหมาะสมกับความเสี่ยงของเรา

 

ดังนั้น ควรหาวิธีเก็บเงินที่จะช่วยบังคับให้เราเก็บเงินเกษียณ โดยเก็บไว้ที่ที่ถอนออกยากๆ และถ้าให้ผลตอบแทนพอๆกับเงินเฟ้อหรือมากกว่าก็จะดีมากเพราะรักษามูลค่าของเงินได้อีกด้วย เช่น RMF กอช. ประกันชีวิตแบบบำนาญ ประกันสังคม

 

ส่วนที่ 3 รายจ่ายส่วนตัว

 

f4

 

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง ควรรู้ว่าแต่ละเดือนเราใช้จ่ายเท่าไหร่กับสิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้ชีวิตของเราอยู่รอดและสิ่งบันเทิงเริงใจที่จะทำให้ชีวิตสดชื่น การแบ่งรายจ่ายส่วนตัวมันมีประโยชน์ช่วงที่บางเดือนไม่มีรายได้เข้ามาหรือเข้ามาน้อย เราจะได้รู้ว่าควรใช้จ่ายเพื่อให้ “มีชีวิตรอด” เท่าไหร่ และควรงดรายจ่ายส่วนที่ “มีชีวิตลั้นลา” เท่าไหร่ เพื่อจะประคับประคองให้มีลมหายใจไปสร้างฝันของเราต่อได้

 

เรื่องที่สอง เงินฉุกเฉินสำคัญที่สุด!!

เงินฉุกเฉินสำคัญมากๆเพราะมันจะเป็นตัววัดว่าเราจะไปรอดหรือไม่รอด ถ้าช่วงไหนไม่มีรายได้เข้ามา จะได้ดึงเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ หลายคนไม่ได้เตรียมเงินก้อนนี้เผื่อไว้หรือเตรียมไว้น้อยเกินไป พอถึงช่วงเวลาไม่มีงานหรือลูกค้าจ่ายเงินช้า ก็จะต้องไปหยิบยืมเงินคนอื่นหรือว่าไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย คราวนี้แหละหายนะบังเกิด นอกจากไม่มีงาน ไม่มีเงินและยังเป็นหนี้อีกด้วย สุดท้ายเราอาจจะอดตายก่อนที่ความฝันจะเป็นจริงนะจ๊ะ

 

f5

 

คำถามต่อมาว่าเราจะต้องเตรียมเงินฉุกเฉินเท่าไหร่ อันนี้ก็ตอบยากเพราะแต่ละคนได้รับเงินช้าเร็วแตกต่างกัน ถ้าจะให้สมจริง เราควรจำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตเพื่อมาคำนวณเงินฉุกเฉิน เช่น

ถ้าเกิดอุบัติเหตุเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ต้องจ่ายค่ารักษา เราเลือกว่าจะใช้เงินฉุกเฉินจากที่ไหน เช่น เงินของตัวเองทั้งหมด หรือ ใช้ความคุ้มครองจากประกันสังคม หรือ ใช้เงินจากประกันสุขภาพ
ถ้าไม่มีรายได้เข้ามา 1 ปี และยังต้องจ่ายหนี้เหมือนเดิม จำนวนเงินฉุกเฉินที่เราจะเก็บควรเพียงพอกับหนี้สินที่จะต้องจ่ายในแต่ละเดือน เช่น จากตัวเลขค่าใช้จ่ายรายหนี้สินจากข้อแรก เรามีรายจ่ายเดือนละ 16,000 บาท ควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้เท่าไหร่
เก็บเงินฉุกเฉิน 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย คือ 48,000 – 96,000 บาท
บางคนกังวลว่าจะไม่พอใช้อาจจะเก็บไว้ 6-12 เท่าของรายจ่าย คือ 96,000 – 192,000 บาท

เราอาจจะแบ่งเก็บไว้ใช้แบบด่วนจี๋ที่จะต้องเป็นเงินสดใช้ได้ทันทีไว้ที่ ATM และแบ่งส่วนที่เหลือไว้ที่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือว่ากองทุนรวมตลาดเงินก็ได้

 

เรื่องที่สาม ใช้เงินให้เข้ากับสถานการณ์

ช่วงใกล้ๆสิ้นเดือนก็จะรู้ว่ามีรายได้อะไรเข้ามาบ้าง จำนวนเงินเท่าไหร่ จากนั้นก็ดูว่ามันพอกับหนี้สินและรายจ่ายส่วนตัวของเรามั๊ย จะได้วางแผนว่าเดือนต่อไปจะต้องจัดการเงินอย่างไร

 

แบ่งสถานการณ์การเงินออกเป็น 2 แบบ คือ

 

แบบที่ 1 การเงินเป็นบวก คือ รายได้ > รายจ่าย

เราใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ก็ไม่ควรประมาท เมื่อได้รับเงินมาแล้วก็นำไปจ่ายหนี้สิน นำไปเก็บออมและสุดท้ายก็นำไปใช้จ่ายส่วนตัว

 

แบบที่ 2 การเงินติดลบ คือ รายได้

มันอาจจะเป็นช่วงที่ลูกค้ายังไม่ได้จ่ายเงิน ทำให้เดือนนั้นมีเงินไม่พอจ่ายหนี้สิน แสดงว่าเดือนต่อไปเรามีเงินไม่พอใช้ จำเป็นจะต้องดึงเงินฉุกเฉินออกมาใช้ก่อน เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือว่าขายกองทุนรวมตลาดเงิน ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้ประหยัด แต่ถ้าติดลบหลายๆเดือนก็จะต้องหาวิธีแก้ไขก่อนที่เงินฉุกเฉินของเราจะหมดลง ว่าจะหารายได้เพิ่มอย่างไรด้วยนะจ๊ะ

 

 

คำถามอื่นๆ

คำถาม : ถ้ามีเงินก้อนที่ต้องจ่ายปีละ 1 ครั้งจะเก็บไว้จ่ายยังไง?

คำตอบ : ถ้ารอให้ถึงวันแล้วจ่ายตูมเดียว อาจจะกลายเป็นภาระหนักได้นะจ๊ะ เราควรแบ่งเงินออกเป็นรายเดือนจะได้รู้ว่าควรเก็บเดือนละเท่าไหร่ ถ้าเดือนไหนไม่มีเงินเข้าก็อาจจะไปเฉลี่ยเก็บในเดือนต่อไปให้มากขึ้น เช่น มีเงินก้อนต้องจ่ายปีละ 24,000 บาท ควรแบ่งเก็บไว้ที่ “เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง” เดือนละ 2,000 บาท พอถึงกำหนดก็ถอนออกมาจ่าย การทยอยเก็บเงินจะไม่สร้างภาระรายจ่ายหนักๆให้เรานะจ๊ะ

 

 

วิธีจัดการเงินทั้งหมดนี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว ที่ทำแล้วใช้ได้ผลจึงนำมาเรียบเรียงให้ฟรีแลนซ์คนอื่นๆนำไปประยุกต์ใช้ เริ่มจากเราจะต้องรู้จักเงินในกระเป๋าของตัวเองก่อนว่าเป็นอย่างไร มีรายได้ รายจ่ายอะไรบ้าง พร้อมกับเตรียมเงินฉุกเฉินไว้พร้อมตลอดเวลา สุดท้ายก็จะต้องปรับวิธีการใช้เงินให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็นบวกหรือติดลบ หากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอะไรก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เพื่อให้บทความนี้สมบูรณ์มากขึ้น ขอบคุณนะจ๊ะ ^^

 

aom190360_1

อภินิหารเงินออม

ธ.ก.ส. เดินหน้าประกันภัยข้าวนาปี 7 ประเภท ตั้งเป้า 30 ล้านไร่

ธ.ก.ส. เดินหน้าประกันภัยข้าวนาปี 7 ประเภท ตั้งเป้า 30 ล้านไร่

อัทธ์มองส่งออกขยายตัวดีปีที่2แตะ3.6%

อัทธ์มองส่งออกขยายตัวดีปีที่2แตะ3.6%

ราคาทองครั้งที่2รูปพรรณขาย20,600บ.

ราคาทองครั้งที่2รูปพรรณขาย20,600บ.

พณ.ชี้ศก.โตต่อเนื่องส่งออกตามฝัน5%

พณ.ชี้ศก.โตต่อเนื่องส่งออกตามฝัน5%

เปิดตลาดหุ้นภาคบ่ายบวก 4.78 จุด

เปิดตลาดหุ้นภาคบ่ายบวก 4.78 จุด

ทล.เปิดสายด่วนรับแจ้งเหตุรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

ทล.เปิดสายด่วนรับแจ้งเหตุรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

สปส.เตรียม ขยายอายุรับเบี้ยชราฯจาก 55 ปี เป็น 60 ปี

สปส.เตรียม ขยายอายุรับเบี้ยชราฯจาก 55 ปี เป็น 60 ปี

สศค.เล็งปรับเป้าส่งออกทั้งปีเดือนหน้า

สศค.เล็งปรับเป้าส่งออกทั้งปีเดือนหน้า

ผู้ประกอบการยุคใหม่เน้นทำการค้าผ่านออนไลน์

ผู้ประกอบการยุคใหม่เน้นทำการค้าผ่านออนไลน์

เวียนนาตั้งเป้าปีนี้ธุรกิจเติบโตได้10-15%

เวียนนาตั้งเป้าปีนี้ธุรกิจเติบโตได้10-15%

ปิดตลาดหุ้นภาคเช้าเพิ่มขึ้น 4.54 จุด

ปิดตลาดหุ้นภาคเช้าเพิ่มขึ้น 4.54 จุด

กสทช.เดินหน้าดึงเอกชนร่วมดูแลOTT

กสทช.เดินหน้าดึงเอกชนร่วมดูแลOTT

บีโอไอเผยต่างชาติเดินหน้าลงทุนในไทย

บีโอไอเผยต่างชาติเดินหน้าลงทุนในไทย

กสอ.แนะผู้ประกอบการรุกตลาดCLMV-UAE

กสอ.แนะผู้ประกอบการรุกตลาดCLMV-UAE

อุตตมเปิดงานสหกรุ๊ปแฟร์ย้ำไทยขับเคลื่อน4.0

อุตตมเปิดงานสหกรุ๊ปแฟร์ย้ำไทยขับเคลื่อน4.0

งานสหกรุ๊ปแฟร์คาดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า300ล.

งานสหกรุ๊ปแฟร์คาดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า300ล.

หุ้นไทย เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.11 จุด

หุ้นไทย เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.11 จุด

ศึกน้ำเมาแสนล้านเมื่อ “คาราบาวแดง” ท้าชิงพี่ใหญ่ “ไทยเบฟ”

ศึกน้ำเมาแสนล้านเมื่อ “คาราบาวแดง” ท้าชิงพี่ใหญ่ “ไทยเบฟ”

กรุงศรีเดินสายโปรโมทผู้ประกอบการรายย่อยใช้ “พร้อมเพย์”

กรุงศรีเดินสายโปรโมทผู้ประกอบการรายย่อยใช้ “พร้อมเพย์”

ราคาทองเปิดตลาดวันนี้ปรับลง 50 บาท

ราคาทองเปิดตลาดวันนี้ปรับลง 50 บาท

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์