Daily View - บล.กสิกรไทย

Daily View - บล.กสิกรไทย

เป้าที่ 1114 ก่อนเลือกตั้ง           การที่ราคาน้ำมันและราคาทองคำรีบาวน์กลับขึ้นมาแรงเมื่อวานนี้ แสดงให้เห็นถึงสภาพคล่องในตลาดโลกที่ยังคงสูงอยู่ และพร้อมที่จะกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อราคาเหมาะสม ดังนั้นแม้ว่าตลาดช่วงนี้จะผันผวนและคาดว่าจะมีต่ออีก 1-2 สัปดาห์ แต่ตราบใดที่สภาพคล่องในตลาดโลกยังคงสูงอยู่ และผลตอบแทนดอกเบี้ยในเอเชียยังคงสูงอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว จะยังคงหนุนให้สภาพคล่องไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย นอกจากนี้เรายังมั่นใจ ถึงปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะออกมาดี การที่นักวิเคราะห์เริ่มมีการปรับคาดการณ์ผลประกอบการและเป้าหมายของราคาพื้นฐานขึ้น ทำให้เป้าหมาย SET index (bottom up approach) ของconsensus ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1245 จุด จากในเดือนก่อนหน้าที่เพียง 1200 จุด และยังมีแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก เราจึงคงมุมมองระยะ กลางของเราที่มีต่อ SET index ที่คาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวแบบ sideway up และ ขึ้นไปที่ 1180 จุดในช่วงครึ่งปีหลังปี 54 และมองการปรับฐานแต่ละครั้งยังเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นต่อเนื่องสำหรับนักลงทุนระยะกลาง             กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: ถึงแม้ว่าสภาพคล่องโลกที่ยังคงสูงอยู่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นได้ แต่ความเสี่ยงในระยะสั้นที่คงมีอยู่ ทำให้คาดว่าตลาดจะยังคงแกว่งตัวได้อยู่ โดยเรามอง downside risk เต็มที่ที่ 1030 จุด อย่างไรก็ตามเรามองว่าSET index มีโอกาสกลับขึ้นไปที่จุดสูงสุดเดิมที่ 1114 ก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้นมองการปรับลดลงเป็นโอกาสในการซื้อเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ทั้งในกลุ่มพลังงานและธนาคาร ส่วนในช่วงตลาดแกว่งตัวแนะนำหุ้นที่มีประเด็นเป็นหลัก เช่นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเช่น SVI CPF TUF หุ้นในกลุ่ม media ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องการเลือกตั้ง และราคายังถูกเช่น RS MCOT หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเรื่องการเมืองเช่น KTB BBL PS STEC และหุ้น defensive เช่น GLOW CPALL HMPRO BGH รวมถึงอาจเข้าเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเช่น PTT PTTCH และ IVL             กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): เราเชื่อว่าตลาดจะเคลือนไหวแบบsideway up ในกรอบใหญ่ ดังนั้นหลังจากให้ทยอยขายทำกำไรออกมาเมื่อหุ้นปรับเพิ่มขึ้นไปก่อนหน้านี้ ทยอยซื้อหุ้นกลับเมื่อ SET index ปรับลดลงต่ำกว่า 1050 จุด โดยมอง downside risk ของหุ้นรอบนี้ที่ 1030 จุด   ECONOMICS & POLITICS           - กรมการค้าภายในประกาศปรับลดราคาขายปลีกเนื้อหมู 5 บาทต่อกิโลกรัม-ไข่คละหน้าฟาร์มฟองละ 10 สตางค์ เหลือฟองละ 2.90 บาทจาก 3 บาทมีผลทันทีแต่ให้โอกาสผู้ประกอบการในการปรับลดราคา 2 วัน พร้อมตรวจสอบเข้มราคาสินค้าช่วงเลือกตั้ง           - การประชุมพิจารณาและ อนุมัติหลักการเพิ่มเวลาการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยให้มากขึ้น ขั้นตอนต่อไปจะกำหนดวันนัดประชุมสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ 30 พ.ค. นี้ เพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนประกาศวันที่มีผลบังคับใช้           - ธปท. ทยอยเรียกธนาคารไทย-ต่างประเทศเข้าหารือ ซักซ้อมแผนฉุกเฉินพร้อมรับมือการเมือง โดยนำแผนเก่าที่ออกมาตั้งแต่เหตุการณ์รุนแรงปีก่อน นำมาปรับปรุงให้รัดกุม โดยเน้น ทั้งกำกับดูแลระบบสถาบันการเงิน จนถึงธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ   ประเด็นการเมือง           - กรุงเทพโพล เผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ ในหน่วยงานด้านการวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจ ระบุผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้คะแนน 5.12 คะแนน จากคะแนนเต็มทั้งหมด 10 คะแนน           - กกต.ยังไม่สรุปวงเงินค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง ส.ส. เตรียมเสนอให้นายทะเบียนฯ ตัดสินใจวันนี้ แต่ส่วนใหญ่เสนอ 1.5ล้านบาท มีพรรคพลังชล พรรคเพื่อไทย เสนอเพิ่มวงเงินจาก 1.5 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท           - \"ยิ่งลักษณ์\" เตรียมส่งชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ให้ กกต. วันนี้ โดยประเดิมงานวันแรกประชุมทีมเศรษฐกิจ ปัดดีเบต ชี้ยังไม่ถึงเวลา ขอหาเสียงก่อน พร้อมเผยลาออกทุกตำแหน่งในเอสซีฯแล้ว           - \"สวนดุสิตโพล\" เผยข้อมูลผลการสอบถามความคิดเห็นจากวัยรุ่นและเยาวชนทั่วประเทศ ผลวัยรุ่นชอบ ปชป.มากกว่า พท.แต่เชื่อว่า เลือกตั้งจบแล้ว ก็ยังคงมีความขัดแย้ง มีปัญหาเหมือนเดิม   INDUSTRY NEWS           - กลุ่มสินเชื่อรายย่อย: บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดข้อมูลเครดิตไตรมาส 1 มีบัญชีที่เคลื่อนไหว 37.5 ล้านบัญชี หรือ 17 ล้านราย ในส่วนนี้มีลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็นเอ็นพีแอลของสถาบันการเงิน 5.4 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 1.9 ล้านราย พร้อมระบุไม่ห่วงโครงการบ้านหลังแรก 0% และโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต จะทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่ม           - กลุ่มสถานีน้ำมัน: นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ เอ็นจีวีในรถแท็กซี่ทดแทนการใช้ แอลพีจี 15,000 คัน ว่ากระทรวงพลังงานจะยกเลิกสัญญากับบริษัทที่ชนะการประมูลคือ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่สามารถส่งมอบงานตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายถังเอ็นจีวีและอุปกรณ์ส่วนควบได้ตามกำหนด ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดประมูลรอบใหม่ในระบบอี-ออคชั่นในอีก 1 เดือน           - กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า เปิดเผยถึงสถิติการขายรถยนต์เดือนเม.ย.54ว่ามีปริมาณการขายทั้งสิ้น 67,283 คัน เพิ่มขึ้น 17.8% ถือว่าสูงสุดเป็นสถิติใหม่ โดยเป็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 แต่แนวโน้มยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยจะลดลงในเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้หลังจากเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนม.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการปรับลดกำลังการผลิตตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย. ของค่ายรถญี่ปุ่น ซึ่งมียอดจำหน่ายรวมกันมากกว่า 85% ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย           - กลุ่มธนาคาร: ธปท. กล่าวว่าธนาคารพาณิชย์น่าจะมีการปรับตัวแข่งขันกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ช่วงนี้มีการออกมาตรการต่างๆ มาค่อนข้างมาก อาทิ การให้เงินกู้ดอกเบี้ยซื้อบ้านหลังแรก 0% ในระยะ 2 ปี การรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต เพราะนโยบายภาครัฐน่าจะเป็นเรื่องชั่วคราวก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่ย้ำ การแข่งขันการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ ต้องการให้แคมเปญที่ออกมาเป็นธรรม สามารถเปรียบเทียบดอกเบี้ยได้อย่างชัดเจน เช่น กรณีมีของแถมให้กับบัญชีผู้ฝากเงิน ก็ต้องให้ทุกบัญชี           - กลุ่มบัตรเครดิต: รมว.คลังกล่าวว่า วันที่ 23 พ.ค.นี้ จะสรุปและเปิดตัวโครงการรับโอนลูกหนี้บัตรเครดิต เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้โดยธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย วงเงินเบื้องต้นอยู่ที่1 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาและลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตสำหรับลูกค้าชั้นดีที่คิดอยู่ในปัจจุบัน ในส่วนของเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และวงเงินและจะเปิดตัวโครงการในวันเดียวกัน ส่วนวงเงินรับโอนหนี้ให้ขึ้นอยู่กับธนาคารที่ร่วมโครงการจะพิจารณาความเหมาะสมแต่ส่วนตัวต้องการให้เปิดวงเงินไม่จำกัด หากเห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ เพราะสุดท้ายเชื่อว่าจะไม่มีลูกค้าโอนเข้ามาในโครงการจำนวนมากอย่างที่คาดไว้           - กลุ่มเกษตร (ถั่วเหลือง): เว็บไซต์ของศูนย์การค้าธัญพืชและน้ำมันแห่งชาติของจีนรายงานว่า จีนไม่สามารถขายถั่วเหลืองจากสต็อกสำรองของรัฐบาลจำนวน 300,054 ตัน ที่นำออกประมูลขายได้ เช่นเดียวกับในการประมูลหลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดีราคาต่ำสุดในการประมูลครั้งนี้ กำหนดไว้ที่ 3,920 หยวน/ตัน ซึ่งเป็นราคาที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากการประมูลในครั้งก่อน ซึ่งบ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาอย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์กล่าวว่า ความล้มเหลวดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดยส่วนใหญ่เนื่องมาจากอุปทานถั่วเหลืองที่สูงจนเกินไป โดยเมื่อเร็วๆ นี้ โรงงานสกัดน้ำมันได้ลดกำลังการผลิตลงในขณะที่เดียวกันก็มีปริมาณถั่วเหลืองในสต็อกจำนวนมาก   EXTERNAL FACTOR           - ดัชนี DJ ปิดบวก 80.60 จุด แตะที่ 12560.18 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 11.70 จุด แตะที่ 1340.68 จุดดัชนี Nasdaq ปิดบวก 31.79 จุด แตะที่ 2815.00 จุด โดยตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นหลังจากบริษัทเดลล์อิงค์ ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล รายใหญ่ระดับโลกเปิดเผยว่า ผลกำไรในไตรมาสแรกปรับตัวขึ้นเกือบ3 เท่า พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการตลอดปี 2554 ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนผ่อนคลายจากความกังวลที่บริษัทฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด ได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการปี 2553 เนื่องจากความอ่อนแอของยอดขายพีซี และหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีให้ปรับตัวขึ้นด้วย นอกจากนี้หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มวัสดุปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง หลังจากราคาน้ำมันดิบ NYMEX ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากสต็อกน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงอย่างเหนือความคาดหมายของสหรัฐ รวมถึงการที่ตลาดได้แรงหนุนจากรายงานการ ประชุมของ เฟด ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งยุติมาตรการ QE2 ก่อนกำหนดเดิมที่วางไว้ในเดือนมิ.ย. อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันในระหว่างวันหลังจากเจ้าหน้าที่เฟดบางคนได้แสดงความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อและเสนอให้มีการใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย           - สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น USD15.80 มาปิดที่ระดับ USD1,495.8 เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ หลังจากราคาน้ำมันดิบและธัญพืชพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงนอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินของบางประเทศ ยังเป็นอีกปัจจัยที่หนุนสัญญาทองคำพุ่งขึ้นด้วย           - ราคาน้ำมัน Nymex ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น USD3.19/bbl ปิดที่ USD100.1/bbl หลังจากสำนักงานสารนิเทศด้านพลังงานของสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่แล้วปรับตัวลดลงอย่างเหนือความคาดหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการพลังงานในสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินของบางประเทศ           - ค่าระวางเรือปรับลดลง 3 จุด หรือ 0.23% เป็น 1,271           - ธนาคารโลกคาด เศรษฐกิจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะขยายตัวโดยเฉลี่ย 4.7% ต่อปี ในช่วงปี 2554-2568 ซึ่งเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วถึง 2 เท่า โดยธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะขยายตัวเพียง 2.3% ในช่วงเวลาดังกล่าว           - ไอเอ็มเอฟ ประกาศว่า โอกาสที่นายโดมินิก สเตราส์-คาห์น ผอ.ไอเอ็มเอฟ จะรอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศนั้น มีน้อยมาก ขณะที่รมว.คลังสหรัฐกล่าวว่า นายสเตราส์-คาห์นไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะบริหารไอเอ็มเอฟได้อีกต่อไป พร้อมกับแนะนำให้คณะกรรมการบริหารไอเอ็มเอฟซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก 24 คน แต่งตั้งผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟเฉพาะกิจ ซึ่งในขณะนี้นายจอห์น ลิปสกี้ ทำหน้าที่รักษาการณ์ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟอยู่           - ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคออสเตรเลียในเดือนพ.ค.ปรับตัวลง 1.3% มาอยู่ที่ระดับ 103.9 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2553 ทั้งนี้ อาจเป็นผลมาจากแถลงการณ์ของธนาคารกลางออสเตรเลียที่บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก           - รมว.คลังของสหรัฐกล่าวว่า ปัญหาด้านการคลังของสหรัฐกำลังบั่นทอนรากฐานทางเศรษฐกิจในอนาคตของสหรัฐ พร้อมระบุว่า ในการลดยอดขาดดุลลงสู่ระดับต่ำกว่า 3% ของจีดีพีภายในปี 2558 นั้นรัฐสภาสหรัฐจำเป็นต้องกำหนด \"เพดานหนี้\" ซึ่งจะลดการขาดดุลงบประมาณลงในช่วงหลายปีข้างหน้า           - เช้านี้ CME Group ในฐานะผู้บริหารตลาด ฟิวเจอร์ส ตลาด Nymex ประกาศเพิ่ม เงินวางหลักประกันสำหรับสัญญาส่วนต่าง (calendar spread) ของสัญญาน้ำมันดิบ และสัญญาน้ำมันเบนซิน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยปรับเพิ่มเงินวางหลักประกันสำหรับสัญญาปกติ ทั้งนี้การเพิ่มครั้งนี้จะมีผลในคืนวันนี้   TODAY’S REPORTS           - CPN: รายงานกำไรงวด 1Q54 ที่ 612 ล้านบาท (-8.2%YoY, +10.2%QoQ)CPN รายงานกำไรงวด 1Q54 ที่ 612 ล้านบาท (-8.2%YoY, +10.2%QoQ) สูงกว่าประมาณการของเราที่ 413ล้านบาท (Consensus ประมาณการที่ 435 ล้านบาท) จากรายได้ที่ดีกว่าคาดของธุรกิจห้างสรรพสินค้าแม้จะมีการปิดสาขาลาดพร้าวตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. ก็ตาม นอกจากนี้รายได้จาก Hilton Hotel ยังเป็นปัจจัยหนุนอีกรายการหนึ่งซึ่งทำให้กำไรงวดดังกล่าวเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วย และด้วยผลประกอบการงวด 1Q54 ที่ดีกว่าคาดส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรปี 54-56 เพิ่มขึ้น 16.9%, 10% และ 4.2% ตามลำดับ ทำให้ราคาพื้นฐานของCPN เพิ่มขึ้นจาก 28 บาท เป็น 30 บาท เรายังคงคำแนะนำ Neutral เนื่องจาก Upside ที่เหลือเพียง 5.3%           - STA: คาดกำไรไตรมาส 2/54 จะอ่อนตัว แต่จะฟื้นในครึ่งปีหลัง คงคำแนะนำโดยทั่วไปแล้วกำไรงวด 2Q54 จะสูงที่สุดในปี แต่เนื่องจากปีนี้มีปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น สภาพอากาศที่แปรปรวน รวมถึงมาตรการควบคุมเงินเฟ้อของจีน (STA มีรายได้ 40% จากจีน) ซึ่งจะส่งผลให้กำไรงวด 1Q54 ที่พึ่งประกาศออกมาที่ 1.6 พันล้าน เป็นจุดสูงสุดแล้ว และเราคาดกำไรงวด2Q54 จะอ่อนตัวลงไม่ว่าจะเทียบกับปีก่อน หรือไตรมาสที่แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดว่าแนวโน้มความต้องการยางในประเทศอินเดียจะเติบโตเร็วกว่าอุปทาน และช่วยหนุนยอดขายได้ รวมถึงแผนการขยายกำลังการผลิต 5 แสนตันต่อปีในประเทศไทย และอินโดนีเซียในช่วง 2 ปีข้างหน้า ก็ยังดำเนินได้ตามแผน ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำลังผลิตรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้เราคาดว่ากำไรในครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นกลับมาสอดคล้องไปกับอุตสากรรมยานยนต์ เราจึงคงคำแนะนำซื้อ ด้วยราคาพื้นฐาน 39.50 บาท           - HANA: ภาพรวมยอดขายยังคงแข็งแกร่ง แต่คาดกำไรไตรมาส 2/54 จะอ่อนตัวลง คงคำแนะนำจากการประชุมนักวิเคราะห์ บริษัทเชื่อมั่นว่ายอดซื้อจากลูกค้าจะยังคงแข็งแกร่ง และไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์อย่างไรก็ดี เรายังคงมีความกังวลต่ออัตราการทำกำไร เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และจะกดดันให้กำไรในไตรมาส 2Q54 ให้เติบโตน้อยกว่าที่เราคาด ทั้งนี้บริษัทได้อัพเดทข้อมูลเกี่ยวเทคโนโลยี LCOS (projectors จิ๋ว)และบริษัทมีแผนจะสร้างโรงงานอีก 1 โรงงานในเมืองจีน เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศจีน ทั้งนี้ด้วยราคาปัจจุบัน 24.3 ซึ่งมี upside จากราคาพื้นฐานที่ 32 บาท ค่อนข้างมาก เราจึงคงคำแนะนำซื้อ           - BH: เรายังคงคำแนะนำ Outperform ราคาพื้นฐาน 40 บาทหลังจากการประชุมเมื่อวานนี้ BH มีแผนการลงทุนใน World Medical Center ผ่านบริษัทร่วมทุน (BH และ KH ถือหุ้นคนละ 50%) ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 1.2-1.5 พันล้านบาท ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้า High-end และชาวต่างประเทศ โดยเรามองว่าปัจจัยดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลบวกต่อ BH ในระยะสั้นเท่าใดนัก เนื่องจาก 2-3 ปีแรกของการลงทุน BH ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนอยู่มาก และการสูญเสียลูกค้าไปโรงพยาบาลใหม่รวมถึงการขาดแคลนหมอสำหรับโรงพยาบาลใหม่ เรายังคงประมาณการกำไรปี 54 เท่าเดิม เรายังคงคำแนะนำ Outperform ราคาพื้นฐาน 40 บาท           - Media Sector: เรายังคงคำแนะนำ Overweight เลือก RS และ MCOT เป็น Top pick Nielsen Media Research รายงานยอดการใช้โฆษณาเดือน เม.ย.54 อยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท (+12%YoY, -3%MoM) โดยสื่อที่ใช้โฆษณามากที่สุด คือ TV (+12%YoY, -2%MoM) เรามองว่างวด 2Q54 ยอดการใช้โฆษณาจะเติบโตแข็งแกร่งจากยอดการใช้โฆษณาทาง TV ที่สูง รวมถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการเลือกตั้งซึ่งคาดว่าจะมีการใช้สื่อโฆษณาเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆสื่อ เราจึงคงคำแนะนำ Overweight สำหรับกลุ่ม Media และให้ RS (แนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 4.6 บาท) และ MCOT (แนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 36.75 บาท) เป็น Top pick ของกลุ่ม           - TTA: รายงานผลประกอบการงวด 2QFY54 ขาดทุน 115 ล้านบาท แย่กว่าที่เราประมาณการTTA รายงานผลประกอบการงวด 2QFY54 ขาดทุน 115 ล้านบาท แย่กว่าที่เราประมาณการที่ 105 ล้านบาทและเมือหักกำไรพิเศษจากการขายเรือเก่า 3 ลำ จำนวน 99 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน TTA จะมีผลการดำเนินงานปกติขาดทุน 275 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจเรือเทกองและผลประกอบการของบริษัทลูกอย่างMermaid Maritime ที่ย่ำแย่ โดยเรามองว่าธุรกิจเรือเทกองจะยังคงซบเซาต่อไปเนื่องจากอุปทานเรือใหม่ที่เพิ่มขึ้นโดยผลประกอบการงวดดังกล่าวซึ่งแย่กว่าที่เราคาด ส่งผลให้ผลประกอบการของ TTA งวด 1HFY54 ขาดทุน366 ล้านบาท แย่กว่าที่เราประมาณการว่า TTA จะมีกำไรทั้งปีที่ 623 ล้านบาท ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เราจะมีการปรับประมาณการกำไรและราคาพื้นฐานของ TTA ใหม่ เรายังคงคำแนะนำ Neutral ราคาพื้นฐาน 20.9 บาท           - CK: รายงานขาดทุนงวด 1Q54 ที่ 457 ล้านบาท เราปรับคำแนะนำลงสู่ Neutral ราคาพื้นฐาน 8.8 บาท CK รายงานผลประกอบการงวด 1Q54 ขาดทุน 457 ล้านบาท (-20%YoY, -206%QoQ) ต่ำกว่าที่เราประมาณการว่าจะขาดทุน 82 ล้านบาท เนื่องจากรายได้การก่อสร้างและอัตรากำไรขั้นต้นที่อ่อนแอ รวมถึงการบันทึกขาดทุนจากโครงการ Xayaburi Power ส่งผลให้เราปรับประมาณการผลประกอบการปี 54-56 ของ CK ลดลง 243%, 26% และ 29% ตามลำดับ แม้โครงการ Xayaburi Power จะเป็นผลกระทบเชิงลบต่อ CK แต่เรายังมองว่าด้วยการลงทุนใน TTW, SEAN และ BECL จะเป็นแรงหนุนต่อราคาหุ้นของ CK ไม่ให้ปรับตัวลดลงมากจนเกินไป เรายังคงราคาพื้นฐานของ CK ที่ 8.8 บาท แต่ปรับคำแนะนำลดลงสู่ Neutral           - ITD: รายงานผลประกอบการงวด 1Q54 ขาดทุน 207 ล้านบาท ปรับคำแนะนำลงสู่ Underperform ITD รายงานผลประกอบการงวด 1Q54 ขาดทุน 207 ล้านบาท ลดลงจากงวด 1Q53 และ 4Q53 ที่มีกำไร 179 ล้านบาท และ 0.5 ล้านบาท ดีกว่าที่เราคาดว่าจะขาดทุน 340 ล้านบาท เนื่องจากรายได้การก่อสร้างที่เติบโตแข็งแกร่ง YoY และ QoQ ที่ 11.3 พันล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 5.6% ในงวด 4Q53 มาอยู่ที่9.5% แต่ด้วยค่าใช้จ่าย SG&A ที่อยู่ในระดับสูงจึงเป็นแรงกดดันให้ ITD มีผบประกอบการขาดทุนงวด 1Q54 เราปรับประมาณการผลประกอบการของ ITD ปี 54 จากขาดทุน 922 ล้านบาท ลดลงมาขาดทุนที่ 824 ล้านบาท แต่เรามีการปรับราคาพื้นฐานของ ITD ลดลงจาก 4.15 บาท มาอยู่ที่ 3.8 บาท และปรับคำแนะนำของ ITD ลดลงจาก Neutral สู่ Underperform (กลุ่ม Contractor เราชอบ STEC มากที่สุด)   ALTERNATIVE INVESTMENT STRATEGY สุชีล นารูลา (suheel.n@kasikornsecurities.com; Tel +662 696-0021)             Gold Futures: แนะนำให้ถือ Long GFM11 เพื่อรอจังหวะขึ้นต่อไปจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาทองโลก (RTXGL) แนวโน้มยังอยู่ในลักษณะแกว่งซิกแซกขึ้น แต่เนื่องจากความเสี่ยงที่ U$ dollar index กำลังรีบาวด์ขึ้นมาจากแนวรับ อาจทำให้มีการแกว่งต่อได้ โดยถ้าสามารถทะลุผ่าน $1,526 ได้ ก็มีโอกาสขึ้นต่อไปที่ $1,534 และ $1,542-1,550 ซึ่งต้องค่อยๆ เลาะกลับขึ้นไป โดยแนวรับของการแกว่งมีที่ $1,484 และ $1,4675           สำหรับ Gold Futures (GFM11) ทาง Technical แกว่งลงมาที่บริเวณแนวรับ 21,560 ซึ่งถ้าสามารถยืนตั้งหลักได้ มีโอกาสรีบาวด์กลับขึ้นไปที่ 21,840, 21,940 และ/หรือ 22,080 หรือสูงกว่านั้น เรายังคงแนะนำให้ถือ Long GFM11 เพื่อรอจังหวะขึ้นต่อไป           SET50 Futures: S50M11 ดูมีความเสี่ยง เราแนะนำ 2 กลยุทธ์จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ S50M11 ยังดูมีความเสี่ยงที่แนวรับ 746 และแม้ถ้าสามารถรีบาวด์ได้ก็ยังคงต้องรอดูจังหวะไปก่อน โดยถ้าสามารถทะลุผ่าน 755 ได้ ก็อาจขึ้นต่อไปที่ 760 และ/หรือ 767 และสามารถเปิดLong ได้ กรณีที่สามารถทะลุผ่าน 773 ขึ้นมาได้กลยุทธ์การลงทุน: 1) แนะนำให้เปิด Long ได้ แต่ควรทำในวงจำกัด เพื่อรอจังหวะขึ้นไปแบ่งทำกำไรบริเวณแนวต้านที่ 755, 760 และ/หรือ 767 โดยใช้ 746 เป็น Stop loss 2) แนะนำให้เปิด Short สามารถทำได้ถ้า S50M11 หลุด 746 ลงมา โดยรอจังหวะลงไปแบ่งทำกำไรบริเวณ 736-735 และใช้ 746 และ 760 เป็น Stop loss (S50H11 มีแนวต้าน 755, 760 และ 767 แนวรับ 746 และ 735)   MARKET EVENT   Thai Event           - 19/05/11 นปช. ประกาศจะชุมนุม           - 20/05/11 กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย.           - 31/05/11 ธปท. ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย.           - 01/06/11 ธปท. ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพ.ค.           - 01/06/11 กนง. ประชุมนโยบายดอกเบี้ย           - 03/07/11 วันเลือกตั้งทั่วไป   World Event           - 19/05/11 Jobless Claims*           - 19/05/11 Existing Home Sales*           - 19/05/11 Philadelphia Fed Survey*               กวี ชูกิจเกษม Kavee.c@kasikornsecurities.com, +662 696-0030           วิชญะ วงศ์ภาณุวิชญ์ Wichaya.w@kasikornsecurities.com, +662 696-0038             โดย บริษัทหลักทรัพย์ จำกัด ประจำวันที่ 19 พ.ค. 2554

Advertisement Replay Ad
PTTEP - บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) - PTTEP

PTTEP - บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) - PTTEP

ZOOM : 20/09/2017

ZOOM : 20/09/2017

MONO - Buy : บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) - MONO

MONO - Buy : บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) - MONO

SMART PICK : 20/09/2017

SMART PICK : 20/09/2017

Traders Spectrum : 20/09/2017

Traders Spectrum : 20/09/2017

Daily Trading Focus : 20/09/2017

Daily Trading Focus : 20/09/2017

Daily Market Monitor : 20/09/2017

Daily Market Monitor : 20/09/2017

ครบเครื่องการลงทุนกับฟิลลิป : 20/09/2017

ครบเครื่องการลงทุนกับฟิลลิป : 20/09/2017

THAI - บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) - THAI

THAI - บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) - THAI

Thailand in focus : 20/09/2017

Thailand in focus : 20/09/2017

Trends & Turns : 20/09/2017

Trends & Turns : 20/09/2017

Daily Strategy : 20/09/2017

Daily Strategy : 20/09/2017

ASL Daily Market Trend 20 Sep 2017

ASL Daily Market Trend 20 Sep 2017

Market Outlook : 20/09/2017

Market Outlook : 20/09/2017

Stock Trading : 20/09/2017

Stock Trading : 20/09/2017

Tiger Signals : 20/9/2017

Tiger Signals : 20/9/2017

Tiger In-Trend Morning : 20/09/2017

Tiger In-Trend Morning : 20/09/2017

Money Wizard - September 20, 2017

Money Wizard - September 20, 2017

Stock calendar & Change of Management holdings report : 20/09/2017

Stock calendar & Change of Management holdings report : 20/09/2017

Retail Market Monitor : 20/09/2017

Retail Market Monitor : 20/09/2017

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์