Daily View - บล.กสิกรไทย

Daily View - บล.กสิกรไทย

Theme Investment           ปัญหาหนี้สินในยุโรป และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น และไปกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลง อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ดี แรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อในเอเชียจะเริ่มลดลง ชณะที่เรามองว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย แม้ว่าจะแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังอ่อนแอ จะทำให้ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ และอาจมีความเป็นไปได้ว่าตลาดจะเริ่มพูดมากขึ้นว่า Fed อาจต้องอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบต่อเนื่องจาก QE2 ซึ่งจะหนุนให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยด้วย นอกจากนี้เรายังมั่นใจถึงปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่แข็งแกร่ง เห็นได้จากทั้งตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการ เราจึงคงมุมมองระยะกลางของเราที่มีต่อ SET index ที่คาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวแบบ sideway up และขึ้นไปที่ 1180 จุด (มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น) ในช่วงครึ่งปีหลังปี 54 และมองการปรับฐานแต่ละครั้งยังเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นต่อเนื่องสำหรับนักลงทุนระยะกลาง ส่วนเรื่องการเมืองเราเชื่อว่าเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านบวกหรือลบก็ตาม             กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: ในช่วงนี้ตลาดยังคงแกว่งตัวจากเรื่องการเมืองและการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เรายังคง downside risk ของตลาดหุ้นอยู่ที่ 1030 จุด ทั้งนี้นักลงทุนต่างประเทศเริ่มขาดทุนจากหุ้นแล้ว หากเริ่มลงทุนในช่วงเดือนก.พ.ปีนี้ และเหลือกำไรเพียง 5% เท่านั้น เมื่อลงทุนตั้งแต่มิ.ย. 52 ทำให้เชื่อว่าแรงขายของต่างชาติจะเริ่มลดลง และเรายังมองว่า SET index มีโอกาสกลับขึ้นไปที่จุดสูงสุดเดิมที่ 1114 ก่อนการเลือกตั้ง จากเม็ดเงินต่างชาติที่อาจไหลกลับก่อนช่วงเดือนมิ.ย. ส่วนในช่วงตลาดแกว่งตัวแนะนำหุ้นที่มีประเด็นเป็นหลัก เช่นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเช่น SVI CPF TUF หุ้นในกลุ่ม media ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องการเลือกตั้ง RS MCOT MAJOR KTB BBL STEC และหุ้น defensive เช่น GLOW CPALL HMPRO BGH BH รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงเช่น STEC DCC เป็นต้น             กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): เราเชื่อว่าตลาดจะเคลือนไหวแบบsideway up ในกรอบใหญ่ ดังนั้นหลังจากให้ทยอยขายทำกำไรออกมาเมื่อหุ้นปรับเพิ่มขึ้นไปก่อนหน้านี้ ทยอยซื้อหุ้นกลับเมื่อ SET index ปรับลดลงต่ำกว่า 1050 จุด โดยมอง downside risk ของหุ้นรอบนี้ที่ 1030 จุด   ECONOMICS & POLITICS   สรุปตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/2554 และแนวโน้ม           สภาพัฒน์รายงานจีดีพีของไทยในช่วงไตรมาสที่ 1/2554 เพิ่มขึ้น 2.0% QoQ จากที่ขยายตัว 1.3% QoQ ในไตรมาสที่ 4/2553 อย่างไรก็ตามจากผลของฐานที่เศรษฐกิจเติบโตสูงมากในไตรมาสที่ 1/2553 ทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสที่1/2554 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมีระดับต่ำลงมาอยู่ที่ 3.0% YoY จากที่ขยายตัว 3.8% ในไตรมาสที่ 4/2553 ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจมาจาก แทบทุกองค์ประกอบ ทั้งการบริโภค การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และผลผลิตในภาคการเกษตร แต่จากที่กิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลง ทำให้ระดับสินค้าคงคลังปรับลดลงค่อนข้างมากสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2554 ปัญหาการชะลอตัวในภาคการผลิตจากผลกระทบของเหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่น อาจจะกดดันให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตามคาดว่าผลของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งน่าจะมีส่วนช่วยให้มูลค่าจีดีพีในไตรมาสที่ 2/2554 เติบโตสูงขึ้นอีกประมาณ0.9-1.4% เทียบกับสถานการณ์ปกติที่ไม่มีการเลือกตั้ง ดังนั้นโดยรวมแล้ว คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2554 อาจมีระดับทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจีดีพีอาจขยายตัวได้ใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ประมาณ3% YoY           ส่วนภาพรวมในปี 2554 ศูนย์วิจัยยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อยู่ที่ 3.6%ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยประมาณ 108 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 4.0% อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ความล่าช้าในการบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี2555 ที่อาจต้องเลื่อนไปเป็นต้นปี 2555 (จากกรอบเวลาปกติจะต้องมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2554) เนื่องจากต้องรอสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เข้ามาเริ่มต้นพิจารณา นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจมีโอกาสที่จะเผชิญกับแนวโน้มต้นทุนที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันในหลายด้าน ทั้งราคาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน (ค่าไฟฟ้า ราคาก๊าซแอลพีจี และราคาน้ำมัน) ค่าจ้างแรงงาน ต้นทุนอัตราดอกเบี้ย และต้นทุนค่าขนส่งที่อาจปรับขึ้นหากพ้นระยะมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล           - สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า เผยว่า ได้ปรับรูปแบบการสำรวจข้อมูลสำหรับคำนวณดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปโดยได้เพิ่มการสำรวจค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียมจากเดิมที่สำรวจเฉพาะบ้านเช่าและห้องแถวเท่านั้น           - ตลท. เผยผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.54 บริษัทจดทะเบียน 460 บริษัท (90.96% ของบจ. ทั้งหมด 506 บริษัท) มีกำไรสุทธิรวม 205,298 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.74% YoY โดยยอดขายมีการเติบโตเป็นสถิติสูงสุดรวม 2,120,798 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 18.22% YoY และเพิ่มขึ้น 9.06% QoQ           - ก.ล.ต. เผยผลประชุมสมาคม บล. เพิ่มคุณภาพตลาดทุน ขยายฐานนักลงทุน พร้อมเตรียมเพิ่มโทษเจ้าหน้าที่การตลาดหากยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินและตัดสินใจซื้อขายแทนลูกค้า หากผิดสั่งพักทันที เริ่มประกาศใช้ 1ก.ค.นี้           - นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันจัดการปัญญาภิวัฒน์ เผย ทิศทางเศรษฐกิจไทย ในครึ่งปีหลังมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.งบฯ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ 2.อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในขณะนี้ภาครัฐได้ควบคุมเงินเฟ้อให้ต่ำกว่า 4% และ 3.ปัญหาเศรษฐกิจโลกกับประเทศหลักทั้งสหรัฐและยุโรป โดยหากเดือน มิ.ย.นี้ สหรัฐไม่ประกาศใช้มาตรการคิวอี 3 จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงมีผลต่อภาคส่งออกและภาคบริการไทยได้           - กระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ภายใต้การใช้สิทธิข้อตกลงเขตการค้า ที่ไทยทำไว้ 7 ฉบับ ในช่วง ม.ค.-เม.ย.54 ไทยขาดดุลการค้า 4 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย มูลค่ากว่า 3,372 ล้านเหรียญสหรัฐ (101,160 ล้านบาท)   ประเด็นการเมือง           - \"ยิ่งลักษณ์-ณัฐวุฒิ-จตุพร\"ประกาศยื่นฟ้อง กกต.เอาผิด \"สุเทพ-อธิบดีดีเอสไอ\" ฐานใส่ร้าย พร้อมจี้เอาผิดถึงยุบประชาธิปัตย์ด้วย           - แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) แถลงข่าว เปิดนโยบายรณรงค์สร้างความปรองดอง เพื่อการหาเสียงเลือกตั้งภายใต้หัวข้อ \"ปรองดอง สร้างเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้\"   INDUSTRY NEWS           - กลุ่ม ICT: นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการ กทช. และ กสทช. ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการกสทช. ระบบสรรหา ที่มีนายจตุรงค์ ปัญญาดิลก ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกรรมการรวม 15 คนต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลไต่ส่วนฉุกเฉินเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว และสั่งให้เลขาธิการวุฒิสภาระงับการส่งรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเป็นกสทช.ในสาขาเศรษฐศาสตร์ ต่อประธานวุฒิสภาจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งศาลได้รับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1173/2554 แต่ไม่รับคุ้มครองฉุกเฉิน เพราะไม่มีเหตุผลเร่งด่วน           - กลุ่มปาล์ม: รมว. พาณิชย์ เผยว่า สถานการณ์น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคคลี่คลาย ราคาขายปลีกลดลงและรับซื้อปาล์มดิบได้ ไม่ถึง 4-5 บาท ต่ำกว่าราคาประกันรายได้ของรัฐ กก.ละ 6 บาท ราคาขายปลีกน้ำมันปาล์มเหลือต่ำกว่าลิตรละ 44 บาท จึงเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ทบทวนราคาควบคุมขายปลีกลิตรละ 47 บาท และจ่ายชดเชยรับซื้อปาล์มดิบรับซื้อปาล์มต่ำกว่า6 บาท จากเดิมกำหนดถึงเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งนี้สินค้าอื่นก็จะใช้หลักการเดียวกันเมื่อต้นทุนลงก็ควรปรับลดราคาขาย พร้อมสั่งการให้กรมการค้าภายในจัดทำรายการส่งขึ้นมา           - กลุ่มปาล์ม: สมาคมปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย เผยว่า ขณะนี้โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มหลายแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ชุมพรสุราษฎร์ธานี และกระบี่ ที่มีโรงสกัดและโรงกลั่นอยู่เป็นจำนวนมากกำลังได้รับความเดือดร้อนจากการขาดเงินทุนหมุนเวียนกิจการเพราะต้องแบกรับภาระรับซื้อปาล์มทะลายจากเกษตรกรในราคาสูงกิโลกรัมละ 6 บาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามมติของ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จา ยชดเชยคืนให้แก่โรงสกัดและโรงกลั่น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีโรงสกัดหรือโรงกลั่นรายใดได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลเลยแม้แต่รายเดียว           - กลุ่มบัตรเครดิต, สินเชื่อส่วนบุคคล: นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดตัวโครงการลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิต ว่า สถาบันการเงิน3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกัน เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นดีที่มีวินัยทางการเงินโดย ลดดอกเบี้ยเหลือ 10% วงเงินไม่เกิน 3 แสนบาท ผ่อนไม่เกิน 3 ปี วงเงินของโครงการรวมทั้ง 3 ธนาคาร 1 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่1 มิ.ย. ถึงสิ้นเดือนส.ค.54 โดยจะช่วยเหลือผู้ที่มีสถานะหนี้บัตรเครดิตปกติ(PL) นับตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.54 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รมว.คลัง เผยเตรียมขยายเฟส 2 โครงการแก้หนี้บัตรเงินสดช่วยลูกหนี้นอนแบงก์ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 28%           - กลุ่มบัตรเครดิต, สินเชื่อส่วนบุคคล: ผู้ว่าฯ ธปท. เผยถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเปิดโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตว่า ธปท.เป็นห่วงกับโครงการที่เกิดขึ้น เนื่องจากลูกค้าที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ จะส่งผลให้เกิดหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นควรมีระบบกลั่นกรองลูกค้าและการทำนโยบายดังกล่าวต้องคำนึงถึงวินัยทางการเงินด้วย ไม่ควรสร้างวัฒนธรรมที่ผิด โดยเฉพาะการยืมแล้วไม่ใช้คืนไม่เช่นนั้นอาจสร้างภาระทางการคลังในอนาคตได้           - กลุ่มเช่าซื้อ: สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เผย หลังการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% และคาดว่าจะยังมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเช่าซื้อเตรียมขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ตามภาระต้นทุนการเงินที่เพิ่ม พร้อมระบุยุทธศาสตร์เช่าซื้อจากนี้ไปทิศทางเดียวกัน เน้นดาวน์ต่ำ ผ่อนยาว จำนำทะเบียนรถ หวังเพิ่มมาร์จิน           - กลุ่มธนาคาร: ธปท. เผย รมว.คลัง เห็นด้วยกับแนวทางการจูงใจให้คนไทยใช้บัตรเดบิตมากขึ้น โดยอาจใช้แรงจูงใจทางด้านภาษี ซื้อสินค้าผ่านบัตรเดบิตไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ครอบคลุมร้านค้าที่รับบัตร คาดได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้           - กลุ่มสถานีน้ำมัน: ปตท. เผยปัญหาเอ็นจีวีไม่เพียงพอกับความต้องการขณะนี้เกิดจากการขยายสถานีบริการน้ำมันไม่ทันกับความต้องการใช้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถบรรทุก ประกอบกับขณะนี้มีรถยนต์ใหม่ติดตั้งเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น รวมถึงรัฐบาลตรึงราคาเอ็นจีวีไว้ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ปตท.และผู้จำหน่ายเอ็นจีวีต้องรับภาระขาดทุนประมาณ 4-5 บาทต่อกิโลกรัม จึงไม่จูงใจให้มีการขยายสถานีบริการเอ็นจีวี ดังนั้นในปีนี้ปตท.จะยังไม่พิจารณาขยายสถานีเอ็นจีวีเพิ่มแต่ก็ไม่ลดจำนวนสถานีเดิม           - กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ เผยเตรียมเพิ่มวันลาหยุดพิเศษให้กับพนักงานที่โรงงานของบริษัทอัก 14 วันในช่วงเดือนมิ.ย.และส.ค.นี้ ขณะที่อัตราการดำเนินงานอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากภาวะขัดข้องด้านห่วงโซ่อุปทานหลังจากที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ที่ผ่านมา           - กลุ่มพลังงาน, กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: นายอัน ฉิงเฮง นายกสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ในปักกิ่ง กล่าวในการสัมมนาที่กรุงปักกิ่งว่า จีนเตรียมลงทุนในวงเงิน 1 แสนล้านหยวนภายในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาพลังงานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์           - กลุ่มเหล็ก: สมาคมเหล็กโลกเปิดเผยว่า ยอดผลผลิตเหล็กดิบของจีนในเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 7.1% จากระดับปีที่แล้ว แตะ 59.03 ล้านตัน ขณะที่สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า กำลังการผลิตเหล็กดิบในเดือนเมษายนของญี่ปุ่นมีปริมาณลดลง 6.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับ 8.42 ล้านตัน ซึ่งเป็นการลดลงเป็นเดือนที่ 2ติดต่อกันเมื่อเทียบเป็นรายปี หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ที่ผ่านมา   EXTERNAL FACTOR           - ดัชนี DJ ปิดลดลง 130.78 จุด หรือ 1.05% ปิดที่ 12,381.26 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 15.90 จุด หรือ1.19% ปิดที่ 1,317.37 จุด และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 44.42 จุด หรือ 1.58% ปิดที่ 2,758.90 จุดเนื่องจากวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซและโปรตุเกส ที่อาจลุกลามไปยังประเทศอื่นๆในยุโรป ยังคงกดดันตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยล่าสุด เอสแอนด์พีประกาศลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอิตาลีลงสู่ระดับ \"เชิงลบ\" จากเดิมที่ระดับ\"มีเสถียรภาพ\" และเตือนว่าเอสแอนด์พีอาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีหากรัฐบาลยังไม่สามารถ ลดยอดการกู้ยืมและใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของกรีซจากเดิมระดับ BB+ ลงสู่ระดับ B+ นอกจากนี้ กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้และสถานะด้านการคลังในยุโรปยังทวีความรุนแรงขึ้นอีกเมื่อมีรายงานข่าวว่า พรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของสเปน พ่ายแพ้การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแนวทางการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสเปน ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก แต่ตลาดหุ้นในยุโรปก็ปรับตัวลงทั้งภูมิภาค โดยดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีร่วงลง 2% ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนลดลง 1.9% และดัชนีCAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสลดลง 2% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังได้รับปัจจัยลบจากข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังจาก เอชเอสบีซี โฮลดิ้ง และมาร์กิต อิโคโนมิคส์ เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในเดือน พ.ค.2554 ขยายตัวลดลงมาที่ระดับ 51.1 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน และลดลงจากเดือนเม.ย.ที่ขยายตัว 51.8 จุด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยและควบคุมการปล่อยเงินกู้ของทางการจีน มีผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลง           - สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น USD6.5 มาปิดที่ระดับ USD1,514.4 เนื่องจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ยุโรปยังคงเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแต่ราคาปรับขึ้นอย่างจำกัดเนื่องจาก สัญญาทองคำโดนกดดันจากการที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ           - ราคาน้ำมัน Nymex ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง USD2.40/bbl ปิดที่ USD97.70/bbl เพราะได้รับแรงกดดันจากกระแสความวิตกกังวลเรื่องปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังได้รับปัจจัยลบจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ และรายงานที่ว่าภาคการผลิตของจีนชะลอตัวลงในเดือนพ.ค.           - ค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้น 20 จุด หรือ 1.48% เป็น 1,369           - สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) เปิดเผยว่า เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองมินดาโร ประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.7 ริกเตอร์           - ฮ่องกงเปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภค โดยรวมในเดือนเม.ย. 2554 ขยายตัวขึ้น 4.6% YoY ซึ่งเป็นตัวเลขทที่สูงกว่าเดือนมี.ค.เล็กน้อย           - เกาหลีใต้เตรียมขายกิจการธนาคารออมสินที่มีปัญหาต่อสาธารณะในวันนี้ โดยจะประกาศขายผ่านทางKDIC ซึ่งเป็นสถาบันประกันเงินฝากของรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยก่อนหน้ามี 1 แห่งที่ถูกซื้อกิจการไปแล้ว และยังคงเหลือธนาคารออมสินที่มีปัญหาอีก 7 แห่งที่ยังอยู่ภายใต้ KDIC           - กำไรของกลุ่มรัฐวิสาหกิจ ที่ดำเนินงานโดยรัฐบาลกลางจีนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น18.2% YoY แต่อัตราการขยายตัวดังกล่าวชะลอลง น้อยกว่าช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ 4.2%           - โทรทัศน์โตโลของเอกชนรายงานว่า นายมูลเลาะห์ โมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำกลุ่มตอลีบันชาวอัฟกัน ถูกสังหารเสียชีวิตแล้วระหว่างเดินทางจาก คิวเอทต้า ไปยัง วาซิริสถาน เหนือในปากีสถานแต่ไม่มีรายละเอียดว่าถูกสังหารอย่างไรและโดยฝืมือของใคร           - ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าวว่า อัตราเงินออมที่อยู่ในระดับสูงของจีน อาจนำไปสู่การลงทุนที่สูงขึ้นส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ ดังนั้นรัฐบาลกำหนดให้สถาบันการเงินมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้การดำเนินการกรอบการกำกับดูแลเศรษฐกิจมหภาคเป็นไปอย่างรอบคอบ           - ยุโรปหนุน“ลาการ์ดี”นั่งไอเอ็มเอฟ เม็กซิโกเสนอผู้ว่าแบงก์ชาติเข้าชิง           - ครีสทีน ลาการ์ดี รมว.คลังฝรั่งเศส ได้รับการสนับสนุนในยุโรปให้เป็นผู้สมัครชิงกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ ในขณะที่เม็กซิโกเสนอ อากัสติน คาร์สเต็น ผู้ว่าการธนาคารกลาง เข้าชิงในนามของตลาดเกิดใหม่   TODAY’S REPORTS           - BGH: เราปรับราคาพื้นฐานขึ้นมาอยู่ที่ 60 บาท เนื่องจาก Synergy จากการควบรวมBGH คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการควบรวม Health Network (กลุ่มโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล) ตั้งแต่งวด 2Q54 จากการ refinance หนี้ มูลค่า 6 พันล้านบาท ของโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล ในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ต้นทุนของ BGH ลดลง 2.25% ต่อปี ซึ่งเราคาดว่า BGH จะประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ 135 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้เราปรับกำไรปี 54-55 ของ BGH ขึ้น 3% นอกจากนี้ BGH ยังสามารถทำ tender offer Prasit Pattana (PPCL) เสร็จเรียบร้อยเมื่อวานนี้ ส่งผลให้ BGH มีทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อ EPS ของ BGH เท่าใดนัก เราคาดว่า BGH จะมีกำไรงวด 2Q54 ที่ 550 ล้านบาท เติบโต 75%YoY เนื่องจากจะมีการรวมรายได้จากโรงพยาบาลพญาไทและเปาโลเข้ามา และฐานปี 53 ซึ่งต่ำ สำหรับปี 54 เราคาดว่า BGH จะมีกำไรเติบโต 47%YoY เรายังคงคำแนะนำ Buy และปรับราคาพื้นฐานขึ้นจาก 58.25 บาท มาอยู่ที่ 60 บาท           - AMATA: ผู้บริหารคงเป้ายอดขายที่ดินปี 54 ที่ 1,500-1,800 ไร่ แนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 21 บาทเมื่อวานนี้ AMATA ออกมาให้ความเห็นว่าบรรยากาศการลงทุนในไทยยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง จากการขยายกำลังการผลิตของกลุ่มยานยนต์จากลูกค้าญี่ปุ่น โดย AMATA มั่นใจว่ายอดขายที่ดินปี 54 จะอยู่ที่ระดับ 1,500-1,800 ไร่ (ยังไม่รวมแผนการร่วมลงทุนกับ Holley เพื่อซื้อที่ดินจำนวน 1,000 ไร่ (AMATA ถือหุ้น 51%) เราคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในงวด 2Q54) ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำยอดขายช่วงครึ่งหลังของปี 54 ได้อย่างมาก เนื่องจากผลของฤดูกาล (งวด 1Q54 มียอดขาย 246 ไร่) เรายังคงคำแนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 21 บาท           - MINT: รายงานการถือหุ้นใน Oaks hotel & Resorts เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 65%เมื่อวานนี้ MINT รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ว่าได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Oaks hotel & Resorts จากเดิมที่54.3% ณ วันที่ 12 พ.ค.54 เป็น 65% ณ ปัจจุบัน ซึ่งระยะเวลาการทำ Tender offer จะสิ้นสุดลงวันที่ 3 มิ.ย.54นี้ การควบรวมดังกล่าวจะส่งผลให้ MINT มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น โดยเราคาดว่า MINT จะสามารถ takeover ได้แล้วเสร็จภายในงวด 2Q54 ซึ่งคาดว่าจะมีต้นทุนเท่ากับ 2.62 พันล้านบาท (84 ล้านเหรียญออสเตรเลีย) โดยคาดว่าจะช่วยให้กำรปี 54-55 ของ MINT เพิ่มขึ้นประมาณ 6% และ 10% ตามลำดับ และจะส่งผลให้ราคาพื้นฐานเพิ่มขึ้นจาก 13.2 บาท เป็น 14 บาท แต่ ณ ปัจจุบันเรายังคงคำแนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 13.2 บาท           - BAY: รายงานยอดสินเชื่อดือน เม.ย.54 เติบโต 0.9%MoM BAY รายงานยอดสินเชื่อเดือน เม.ย.54 เติบโต 0.9%MoM สูงกว่าเดือนก่อนหน้าซึ่งเติบโตเพียง 0.2%MoM โดยยอดสินเชื่อตั้งแต่สิ้นปี 53 ถึงปัจจุบันของ BAY เติบโต 1.6% ซึ่งเราคาดว่า BAY จะมียอดสินเชื่อปี 54 เติบโต 10% (BAY ตั้งเป้าเติบโตที่ 11%) สำหรับยอดเงินฝากปรับตัวลดลง 0.7%MoM สวนทางกับยอดเงินกู้ที่ปรับตัวสูงขึ้น 18.1%MoM ส่งผลให้ อัตราส่วนสภาพคล่องส่วนเกินต่อสินทรัพย์ ลดลงจาก 8.9% มาอยู่ที่ 8.5% และอัตราส่วนยอดสินเชื่อต่อยอดเงินฝากและเงินกู้ยืม อยู่ที่ 86% ส่วนเงินลงทุนเดือน เม.ย.54 ของ BAY ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.6 พันล้านบาท เรายังคงคำแนะนำ Outperform ราคาพื้นฐาน 32.5 บาท           - SCB: รายงานยอดสินเชื่อดือน เม.ย.54 เติบโต 0.4%MoMSCB รายงานยอดสินเชื่อเดือน เม.ย.54 เติบโต 0.4%MoM ต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าซึ่งเติบโต 1.8%MoM โดยยอดสินเชื่อตั้งแต่สิ้นปี 53 ถึงปัจจุบันของ SCB เติบโตเพิ่มขึ้น 7.0% (เราคาดว่า SCB จะมียอดสินเชื่อปี 54 เติบโต13%) ขณะที่ยอดเงินฝากปรับตัวลดลง 0.4%MoM สวนทางกับยอดเงินกู้ที่ปรับตัวสูงขึ้น 15.2%MoM ส่งผลให้อัตราส่วนสภาพคล่องส่วนเกินต่อสินทรัพย์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.7% มาอยู่ที่ 2.0% โดยอัตราส่วนยอดสินเชื่อต่อยอดเงินฝากและเงินกู้ยืม อยู่ที่ 92% ส่วนเงินลงทุนเดือน เม.ย.54 ของ SCB ปรับตัวลดลง 13.3 พันล้านบาท เรายังคงคำแนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 140 บาท           - ESSO: เราคาดว่ากำไรงวด 2Q54 จะลดลง QoQ เนื่องจากไม่มีกำไรจากสินค้าคงคลังเหมือนงวดก่อนเราคาดว่า ESSO จะรายงานกำไรสุทธิงวด 2Q54 ลดลง QoQ เนื่องจากเราคาดว่างวดดังกล่าวจะไม่มีการบันทึกกำไรจากสินค้าคงคลังเหมือนงวด 1Q54 เพราะคาดว่าค่าการกลั่น (GRM) งวด 2Q54 จะกลับมาสู่ระดับปกติจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับงวด 1Q54 ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นถึง 11.7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เราเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบเชิงลบระยะสั้นต่อราคาหุ้นของ ESSO นอกจากนี้ ESSO ยังมีการเพิ่มกำลังการผลิต LPG เพิ่มขึ้น 46%QoQ หรือ 2 พันบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าโครงการยูโร IV จะแล้วเสร็จก่อนเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลให้ ESSO ได้รับประโยชน์ 0.24 บาท/ลิตร นอกจากนี้เรายังมองว่าค่าการกลั่นจะยังคงอยู่ในระดับที่สูง เราจึงคงคำแนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 14.4 บาท   ALTERNATIVE INVESTMENT STRATEGY สุชีล นารูลา (suheel.n@kasikornsecurities.com; Tel +662 696-0021)             Gold Futures: แนะนำให้ถือ Long GFM11 เพื่อรอจังหวะขึ้นต่อไปจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาทองโลก (RTXGL) กำลังแกว่งที่แนวต้าน $1,516-1,517 โดยถ้าหากแกว่งลงมาแต่ไม่หลุด $1,499 ยังถือว่ายังอยู่ในแนวโน้มซิกแซกขึ้นต่อ แต่ยังคงมีความเสี่ยงจาก U$ dollar index อยู่และถ้าสามารถทะลุผ่าน $1,517 ได้ ก็มีโอกาสขึ้นต่อไปที่ $1,526 และ $1,536 หรือสูงกว่านั้น ซึ่งต้องค่อยๆเลาะกลับขึ้นไป โดยแนวรับของการแกว่งมีที่ $1,494 และ $1,485           สำหรับ Gold Futures (GFM11) ทาง Technical สามารถยืนตั้งหลักที่แนวรับบริเวณ 21,560-21,500 ได้ และมีโอกาสรีบาวด์กลับขึ้นไปที่ 21,940 และ/หรือ 22,080 หรือสูงกว่านั้น แต่ถ้าหลุด 21,500 ลงมา อาจแกว่งลงต่อไปที่ 21,330 หรือ 21,260 เรายังคงแนะนำให้ถือ Long GFM11 เพื่อรอจังหวะขึ้นต่อไป           SET50 Futures: S50M11 ดูมีความเสี่ยง เราแนะนำ 2 กลยุทธ์จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ S50M11 หลุดแนวรับที่ 748 ลงมา และมีแนวดน้มซิกแซกลงต่อไปทดสอบที่ 727-725 และ/หรือ 719 หรือต่ำกว่านั้น โดยเฉพาะถ้าหลุด 734 ลงมากลยุทธ์การลงทุน: 1) หลังจาก Stop loss เพื่อปิด position ไปแล้ว แนะนำให้เปิด Long กรณีที่สามารถรีบาวด์จาก 725 ขึ้นมา โดย Stop loss อาจต้องรอดูตอนปิดตลาด 2) แนะนำให้เปิด Short ถ้า S50M11 หลุด 734 ลงมา หรือรีบาวด์ไม่ผ่าน 744 และ/หรือ 750 โดยรอจังหวะลงไปแบ่งทำกำไรบริเวณ 727-725 และใช้ 738 และ 745 เป็น Stop loss (S50H11 มีแนวต้าน 738, 744 และ 750 แนวรับ 735, 727 และ 725-724)   MARKET EVENT   Thai Event           - 31/05/11 ธปท. ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย.           - 01/06/11 ธปท. ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพ.ค.           - 01/06/11 กนง. ประชุมนโยบายดอกเบี้ย           - 03/07/11 วันเลือกตั้งทั่วไป   World Event           - 24/05/11 New Home Sales*           - 25/05/11 Durable Goods Orders*           - 26/05/11 GDP*           - 26/05/11 Jobless Claims*           - 27/05/11 Personal Income and Outlays*           - 27/05/11 Consumer Sentiment           - 27/05/11 Pending Home Sales Index*           * - Markets will pay more attention for these figures \               กวี ชูกิจเกษม Kavee.c@kasikornsecurities.com, +662 696-0030           วิชญะ วงศ์ภาณุวิชญ์ Wichaya.w@kasikornsecurities.com, +662 696-0038             โดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 24 พ.ค. 2554    

Advertisement Replay Ad
STA - ทยอยซื้อ : บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) - STA

STA - ทยอยซื้อ : บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) - STA

Daily Market Monitor : 24/11/2017

Daily Market Monitor : 24/11/2017

ครบเครื่องการลงทุนกับฟิลลิป : 24/11/2017

ครบเครื่องการลงทุนกับฟิลลิป : 24/11/2017

BDMS - ทยอยซื้อ : บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) - BDMS

BDMS - ทยอยซื้อ : บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) - BDMS

SMART PICK : 24/11/2017

SMART PICK : 24/11/2017

MBK - Buy : บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) - MBK

MBK - Buy : บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) - MBK

AOT - Buy : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) - AOT

AOT - Buy : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) - AOT

AIT - Buy : บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) - AIT

AIT - Buy : บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) - AIT

Daily Strategy : 24/11/2017

Daily Strategy : 24/11/2017

TECHNICAL EXPRESS : 24/11/2017

TECHNICAL EXPRESS : 24/11/2017

IPO : Do Day Dream - DDD

IPO : Do Day Dream - DDD

Daily Strategy : 24/11/2017

Daily Strategy : 24/11/2017

Talk the Walk บทวิเคราะห์กลยุทธ์ทางเทคนิค : 24/11/2017

Talk the Walk บทวิเคราะห์กลยุทธ์ทางเทคนิค : 24/11/2017

Trends & Turns : 24/11/2017

Trends & Turns : 24/11/2017

Equity Play of the day : 24/11/2017

Equity Play of the day : 24/11/2017

Traders Spectrum : 24/11/2017

Traders Spectrum : 24/11/2017

Daily Trading Focus : 24/11/2017

Daily Trading Focus : 24/11/2017

Ztock Daily : 24/11/2017

Ztock Daily : 24/11/2017

Morning Ztrategy : 24/11/2017

Morning Ztrategy : 24/11/2017

CKP - บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) - CKP

CKP - บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) - CKP

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์