รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง

รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง

สรุปภาพตลาด           ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดทรงตัง ลดลงเล็กน้อย โดยดัชนีแกว่งตัวในแดนบวกสลับกับแดนลบ อยู่ในกรอบแคบๆ โดยหุ้นขนาดใหญ่ราคาทรงตัว และมีมูลค่าการซื้อขายโดยรวมไม่มากนัก  ปัญหาหนี้ของกรีซที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ถือเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้น สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ   แนวโน้มตลาด           ในอดีตปัญหาด้านเมืองมักจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเทรดต่ำกว่าในภูมิภาคเอเชียมาตลอด ปัจจุบันตลาดหุ้นบ้านเราถือว่าถูกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นเอเชีย ล่าสุด PE ตลาดหุ้นเอเชียอยู่ที่ 14x ตลาดหุ้นเราลดลงมาอยู่ที่ 11x เราคาดว่าปัจจุบันตลาดได้ซึมซับเรื่องการเมืองเข้าไปมากแล้วฉะนั้น Downside ของตลาดในช่วงนี้ค่อนข้างจำกัด แนวโน้มตลาดระยะ 1-2 วันข้างหน้า เราคาดว่าตลาดจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1000-1040 จุด ไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งและมีความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งเรามองว่าน่าจะออกมาในรูปแบบพรรคผสม ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศเรายังต้องจับตาการประชุมเฟดและการแก้ปัญหาหนี้ของทางยุโรป ซึ่งถ้าหากทั้ง 2 ส่วนเริ่มมีความชัดเจน ตลาดหุ้นทั่วโลกก็มีสิทธิรีบาวด์ขึ้นได้           ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรในหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนักเมื่อหลายวันก่อน อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างซบเซาเนื่องจากตลาดขาดปัจจัยชี้นำด้านข้อมูลเศรษฐกิจในวันจันทร์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ของกรีซ หลังจากที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนได้เลื่อนการเบิกจ่ายเงินงวดใหม่ของกรีซออกไปเป็นช่วงกลางเดือน ก.ค. จนกว่ารัฐบาลกรีซจะใช้มาตรการคุมเข้มด้านการคลังและแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คาดตลาดยังทรงตัว             คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333   ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด           คาดคองเกรสอาจเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐชั่วคราว: นายมิทช์ แมคคอนเนล ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐเปิดเผยว่าสภาคองเกรสและทำเนียบขาวอาจปรับเพิ่มเพดานหนี้เป็นระยะเวลา 2-3 เดือน ขณะที่พวกเขาพยายามหาทางทำข้อตกลงงบประมาณระยะยาวพร้อมกับการปรับลดค่าใช้จ่ายลงอย่างมากควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ คณะบริหารของประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้เตือนว่า รัฐบาลจะไม่เหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายของประเทศ หากสภาคองเกรสไม่เพิ่มเพดานหนี้จาก 14.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 2 ส.ค. ซึ่งอาจทำให้สหรัฐกลับสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและกระทบต่อตลาดการเงินโลก           เจาะลึกทางเลือกเฟดกระตุ้นเศรษฐกิจหลัง QE2 หมดอายุ: การที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเลื่อนเวลาในการคุมเข้มนโยบายการเงินออกไป และเพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟดอาจต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้ขั้นตอนพิเศษ ซึ่งได้แก่ 1) การซื้อพันธบัตรเพิ่มเติม จะกดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ และกระตุ้นให้นักลงทุนซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่เฟดอาจไม่เลือกวิธีนี้เพราะเฟดถูกวิจารณ์จากทั้งในและนอกประเทศเกี่ยวกับ QE2 และนายเบอร์นันเก้กล่าวว่า ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากการขยายขนาดงบดุลอาจทำลายความเชื่อมั่นในความสามารถของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว, 2) การเพิ่มการรับประกันเรื่องการดำเนินนโยบายผ่อนคลาย ซึ่งเฟดให้สัญญาว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับต่ำมากต่อไปอีกระยะหนึ่ง และเฟดสามารถส่งเสริมภาระผูกพันนี้ได้ด้วยการสัญญาว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% ต่อไปจนถึงกำหนดเวลาที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่นานกว่าที่ตลาดคาดไว้, 3) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เฟดจ่ายให้ทุนสำรองส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.25% การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์นำทุนสำรองมาปล่อยกู้มากขึ้น แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนี้อาจส่งผลกระทบน้อยมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้ว, 4) การปรับเพิ่มเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟด เฟดอาจกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อชั่วคราวให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับที่เฟดมองว่าสอดคล้องกับเสถียรภาพของราคาในระยะยาว การทำเช่นนี้จะส่งสัญญาณต่อตลาดว่า ต้องใช้เวลาอีกนานมากก่อนที่เฟดจะเริ่มคุมเข้มนโยบายการเงิน แต่ไม่มีแนวโน้มที่เฟดจะเลือกวิธีนี้, 5) การกำหนดเป้าหมายอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยเฟดจะประกาศเพดานอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาว และเฟดจะปกป้องระดับเพดานนี้ด้วยการซื้อตราสารหนี้ประเภทนั้นในปริมาณที่มากพอที่จะกดดันอัตราผลตอบแทนไว้ได้ ซึ่งวิธีนี้มีความเป็นไปได้และเฟดอาจส่งสัญญาณว่าเฟดเต็มใจจะใช้วิธีนี้ในแถลงการณ์หลังการประชุมในวันที่ 21-22 มิ.ย. แต่วิธีนี้จะทำให้เฟดเสียอำนาจควบคุมขนาดงบดุลของตน และงบดุลของเฟดก็มีขนาดสูงมากอยู่แล้ว รวมทั้งหากเศรษฐกิจฟื้นตัว เฟดจะมีภาระผูกพันในการซื้อหลักทรัพย์ตามอัตราผลตอบแทนที่กำหนดไว้, 6) การกดดันอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้เอกชนให้ปรับลง โดยเฟดสามารถปล่อยกู้ระยะ 3 เดือนหรือ 6 เดือนแก่ธนาคารพาณิชย์ผ่าน discount window โดยธนาคารพาณิชย์สามารถนำหลักทรัพย์หลายประเภทมาค้ำประกันการกู้ยืม ซึ่งรวมถึงหุ้นกู้เอกชน ตราสารพาณิชย์ หรือสัญญาจำนอง ซึ่งโครงการปล่อยกู้นี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของหลักทรัพย์ค้ำประกันปรับลง และ 7) การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างชาติและการปรับลดค่าเงินดอลลาร์ การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างชาติอาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ซึ่งนายเบอร์นันเก้ระบุว่าเขาไม่แนะนำทางเลือกนี้           สหภาพแรงงานอังกฤษขู่ผละงานครั้งใหญ่สุดรอบ 100 ปี: นายเดฟ เพรนทิส ประธานสหภาพยูนิสัน ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานภาครัฐจำนวน 1.4 ล้านคนและเป็นผู้นำสหภาพแรงงานภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษขู่จะจัดการผละงานประท้วงระลอกใหญ่ที่สุดที่มีคนงานกว่า  3 ล้านคนเข้าร่วม เพื่อสนับสนุนคนงานเหมืองถ่านหินที่คัดค้านการปรับลดค่าจ้าง นายเพรนทิสยังเตือนว่าอาจมีการผลัดกันผละงานต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดสิ้นสุด และคนงานราว 750,000 คน ซึ่งรวมถึงครูและเจ้าหน้าที่ศูนย์หางานประกาศว่าพวกเขาจะร่วมประท้วงในเดือน มิ.ย. นี้ เพื่อบีบให้รัฐบาลอังกฤษเปลี่ยนแผนการปฏิรูปเงินบำเหน็จบำนาญ และแผนปรับลดงบรายจ่ายของรัฐครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลอังกฤษระบุว่าต้องเดินหน้ามาตรการแก้ไขยอดขาดดุลงบประมาณที่สูงเป็นประวัติการณ์ ไม่เช่นนั้นอังกฤษอาจเผชิญกับวิกฤติหนี้เหมือนกรีซและไอร์แลนด์ และรัฐบาลอังกฤษคาดว่าอาจปลดพนักงานภาครัฐราว 330,000 ตำแหน่ง ขณะที่รัฐบาลปรับลดงบรายจ่าย 8.1 หมื่นล้านปอนด์ (1.305 แสนล้านดอลลาร์) ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ การผละงานครั้งใหญ่เป็นเวลา 9 วันในปี 1926 ทำให้กิจการรถไฟ ท่าเรือ การผลิตเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมอีกหลายประเภทหยุดชะงักลง แต่การผละงานครั้งนั้นล้มเหลวและส่งผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากรัฐบาลวางแผนรับมือมานานหลายเดือน และใช้ตำรวจกับทหารหลายพันคนเข้ามาทำงานแทนคนงานที่ผละงาน ขณะที่แรงงานอังกฤษได้รับแรงกดดันจากปัจจัยหลายประการในช่วงนี้ เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ภาษีที่สูงขึ้น ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และอัตราเงินเฟ้อที่ 4.5% ซึ่งสูงกว่า 2 เท่าของเป้าหมายที่ธนาคารกลางอังกฤษตั้งไว้           มูดี้ส์ขู่หั่นอันดับเครดิตอิตาลี หลังวิตกวิกฤติหนี้กรีซลามทั่วยุโรป: มูดี้ส์ประกาศว่าจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีภายใน 90 วัน เนื่องจากวิกฤติหนี้สาธารณะของกรีซอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในยูโรโซนดีดตัวขึ้นและจะขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอิตาลี การเคลื่อนไหวดังกล่าวตอกย้ำความเสี่ยงที่ประเทศในยุโรปกำลังประสบอยู่ และความวิตกที่จะเกิดปัญหาลุกลามจากปัญหาหนี้ของกรีซ โดยมูดี้ส์ระบุว่าความเคลื่อนไหวในการแก้ปัญหาวิกฤติหนี้ในยูโรโซนอาจเป็น \"ปัจจัยสำคัญ\" ในการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ  อิตาลีมีภาระหนี้สาธารณะมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยเท่ากับ 120% ของจีดีพีซึ่งใกล้เคียงกับกรีซ แต่อิตาลีสามารถหลีกเลี่ยงภาวะปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เนื่องจากระบบธนาคารที่มีความอนุรักษ์นิยม การออมทรัพย์ส่วนบุคคลในระดับสูง และการควบคุมงบรายจ่ายภาคสาธารณะอย่างเข้มงวด แต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวมานานทำให้อิตาลีไม่สามารถปรับลดหนี้ลง มูดี้ส์ระบุว่าเศรษฐกิจของอิตาลีมีความอ่อนแอทางโครงสร้างในระยะยาว อาทิ ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ รวมทั้ง \"ภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานและตลาดสินค้า\" ซึ่งขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ มูดี้ส์ประกาศทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือที่ Aa2 ของอิตาลีโดยมีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากความอ่อนแอทางโครงสร้าง เช่น ตลาดแรงงานที่ไม่ยืดหยุ่น และระบุถึงความวิตกเกี่ยวกับภาวะการระดมทุนของประเทศที่มีระดับหนี้สินสูง ซึ่งการตัดสินใจปรับอันดับความน่าเชื่อถือจะพิจารณารวมถึงความสามารถของอิตาลีในการปฏิบัติตามแผนการรัดเข็มขัดที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการลดภาระหนี้ของประเทศ และรักษาให้อยู่ในระดับต่ำ           ยูโรโซนคาดให้เงินกู้เดือน ก.ค.: นายโยชิฮิโกะ โนดะ รมว.คลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รมว.คลังกลุ่มจี-7 ได้เลื่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการขยายวงเงินกู้ฉุกเฉินให้กรีซอีก 1.2 หมื่นล้านยูโร (1.7 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยระบุว่ากรีซต้องเปิดเผยมาตรการรัดเข็มขัดก่อน อย่างไรก็ดี บรรดารมว.คลังคาดว่าจะเบิกจ่ายเงินกู้ภายในกลางเดือน ก.ค. แต่การเบิกจ่ายเงินจะขึ้นอยู่กับรัฐสภาของกรีซในการผ่านร่างกฏหมายเพื่อปฏิรูปด้านการคลังและการขายสินทรัพย์ของรัฐ ทั้งนี้ กรีซจะเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ในกลางเดือน ก.ค. หากสหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศไม่ส่งมอบเงินกู้ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยกรีซซึ่งมีหนี้สาธารณะมูลค่ามากกว่า 150% ของจีดีพีนั้น ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านหนี้สินในมาตรการช่วยเหลือครั้งแรก เนื่องจากเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายจอร์จ ปาปันเดรอู นายกรัฐมนตรีกรีซ จะเผชิญกับการลงมติไม่ไว้วางใจในวันที่ 21 มิ.ย. ขณะที่มาตรการรัดเข็มขัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกรีซในการหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้           นักวิจัยแนะจีนใช้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือควบคุมเงินเฟ้อ: นายหวัง ซ่งฉี นักวิจัยสถาบันสังคมศาสตร์ของจีน กล่าวว่า จีนควรสนับสนุนเครื่องมือในการกำหนดราคา เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย แทนการใช้มาตรการเชิงปริมาณ เช่น การเพิ่มสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เขายังคาดว่าจีนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และจีนน่าจะขยายช่วงซื้อขายค่าเงินหยวนเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้า ซึ่งผู้ควบคุมกฎระเบียบด้านอัตราแลกเปลี่ยนของจีนกล่าวว่า จีนจะทำให้หยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อให้สะท้อนกลไกตลาดได้ดีขึ้น ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะแตะระดับสูงสุดในเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค. นี้ก่อนจะปรับลง และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจีนจะเพิ่ม RRR อีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียว ก่อนจะชะลอวงจรการคุมเข้มนโยบายในปัจจุบัน และคาดว่าจีนจะขยายช่วงซื้อขายหยวนเป็น 1% จาก 0.5% ในปัจจุบัน \"ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า\"           S&P เตือนตลาดอสังหาฯ จีนและฮ่องกงปรับฐานแรง เหตุสินเชื่อตึงตัวและดอกเบี้ยพุ่ง: S&P ปรับลดแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงของจีนลงสู่ \"เชิงลบ\" จาก \"มีเสถียรภาพ\" โดยคาดว่าใน 6-12 เดือนข้างหน้า ความเสี่ยงในจีนอาจเพิ่มขึ้นเพราะสัดส่วนการใช้เงินกู้พุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยราคาอสังหาริมทรัพย์ของจีนอาจดิ่งลง 10% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และมีแนวโน้มเล็กน้อยที่ราคาอาจทรุดลงถึง 20-30% และ S&P ตั้งข้อสังเกตว่าตลาดฮ่องกงอาจเผชิญกับการปรับฐานอย่างรุนแรงหากอัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นเร็วเกินไป เนื่องจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีหนี้สินสูงมากอยู่แล้ว บริษัทกลุ่มนี้จึงต้องรักษาแนวโน้มยอดขายที่ดี เพื่อจะรักษาสถานะเครดิตในปัจจุบันของตนเอาไว้ หากยอดขายไม่อยู่ในระดับที่ตรงตามคาด บริษัทกลุ่มนี้จะได้รับแรงกดดันอย่างมากในด้านกระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งนี้ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนออกหุ้นกู้ในต่างประเทศเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเจาะตลาดหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงในฮ่องกง โดยบริษัทกลุ่มนี้ประสบปัญหาการระดมทุนในจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนควบคุมการปล่อยกู้แก่ภาคอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจีนซึ่งรวมถึงบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครองสัดส่วนสูงกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณการออกหุ้นกู้สกุลเงินจี-3 โดยบริษัทเอเชียที่ยกเว้นญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ในวงเงิน 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี 2011 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง ทั้งนี้ สกุลเงินจี-3 ประกอบด้วย ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยน           MSCI เล็งปรับสถานะหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันสู่ตลาดหุ้นพัฒนาแล้วในวันที่ 21 มิ.ย.: เป็นที่คาดกันว่าในสัปดาห์นี้บริษัทเอ็มเอสซีไอ บาร์รา (MSCI) อาจปรับสถานะตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวันขึ้นสู่สถานะตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว อย่างไรก็ดี เกาหลีใต้และไต้หวันอาจครองสัดส่วนเพียงประเทศละไม่ถึง 3% ในดัชนีตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว เมื่อเทียบกับการที่เกาหลีใต้ครองสัดส่วน 15% และไต้หวัน 12% ในดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ โดยตลาดสองแห่งนี้ครองสัดส่วนรวมกันสูงเกือบถึง 1 ใน 3 ของดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ การปรับสถานะครั้งนี้อาจก่อให้เกิดความผันผวนและกระตุ้นให้นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนจำนวนมากระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี นักลงทุนจะระมัดระวังในการลงทุน เพราะการปลดเกาหลีใต้และไต้หวันออกจากดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่จะกระทบน้ำหนักของประเทศต่างๆ ในดัชนีนั้น และก่อให้เกิดภาวะไม่สมดุลในพอร์ทลงทุน และน่าจะทำให้ตลาด BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) ครองสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้ MSCI อาจปรับเพิ่มสถานะตลาดหุ้นกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ขึ้นสู่ดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ จากเดิมที่อยู่ในดัชนีตลาดหุ้น frontier market index ด้วย โดยกาตาร์และ UAE ครองสัดส่วนรวมกันราว 20 % ในดัชนีตลาดหุ้น frontier อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนสถานะตลาดหุ้นสองแห่งนี้จะกระทบไม่มากนักต่อดัชนี เนื่องจากกองทุนหลายแห่งได้รับอนุญาตให้ถือครองหุ้นในตลาด frontier อยู่แล้วในพอร์ทลงทุน GEM และเพราะว่าตลาดหุ้นกาตาร์กับ UAE มีขนาดเล็ก ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า หาก MSCI ปรับเพิ่มสถานะหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน น้ำหนักของหุ้นจีนและบราซิลอาจเพิ่มขึ้นสู่ 23% และ 20% ตามลำดับ และหุ้นตลาดเกิดใหม่อาจครองสัดส่วนเพียง 10.2% ในดัชนีหุ้นโลก จากปัจจุบันที่ 13.7% ซึ่งจะทำให้ดัชนีตลาดเกิดใหม่มีความน่าดึงดูดน้อยลงในสายตานักลงทุน โดยผู้จัดการกองทุนตลาดเกิดใหม่อาจถอนเงินลงทุนออกไป แต่กองทุนโกลบัลจะไม่ทุ่มเงินลงทุนเข้ามา เพราะตลาดเหล่านี้ไม่มีความสำคัญเมื่ออยู่ในบริบทของตลาดโลก อย่างไรก็ดี กองทุนโกลบัลหลายแห่งถือครองหุ้นในตลาดเหล่านี้ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์อยู่แล้ว ดังนั้น การปรับเพิ่มสถานะในครั้งนี้จึงอาจมีผลกระทบน้อยกว่าที่คาด และในทางทฤษฎีนั้น การปรับเพิ่มสถานะประเทศใดมักทำให้ประเทศนั้นได้เงินลงทุนจากนักลงทุนในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยกาตาร์กับ UAE อาจมีเงินลงทุนไหลเข้า 600 ล้านดอลลาร์หากมีการปรับเพิ่มสถานะขึ้นสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยตลาดหุ้นสองประเทศนี้ทะยานขึ้นในช่วงที่ผ่านมาโดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์เรื่องนี้           กลุ่มธุรกิจ-สื่อ หวั่นต่างประเทศหนีลงทุนไทย ออกแถลงการณ์ให้ฝ่ายการเมืองปรองดอง: องค์กรหลักภาคธุรกิจ 5 กลุ่ม และ 2 วิชาชีพสื่อ ได้ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ 1) ต้องการให้ทุกพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มยอมรับผลการเลือกตั้ง และหลีกเลี่ยงหรือไม่ดำเนินการด้วยประการใดๆ ที่จะนำประเทศกลับไปสู่ความรุนแรงในทุกรูปแบบ, 2) พรรคการเมืองทุกพรรคควรแสดงเจตจำนงค์ทางการเมืองว่า จะให้ความสำคัญกับกระบวนการลดความขัดแย้งซึ่งจะนำไปสู่ความปรองดอง และให้ถือเป็นสัญญาประชาคมว่าหลังการเลือกตั้งจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และ 3) การสร้างความปรองดองจะต้องทำโดยองค์กรที่เป็นอิสระและไม่ใช่คู่ขัดแย้ง โดยมีกระบวนการที่เหมาะสมและเป็นธรรม สำหรับข้อเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นจากบรรยากาศทางการเมืองที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความขัดแย้งหลังการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. กรณีดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนที่อื่น และจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับองค์กรที่ร่วมออกแถลงการณ์ ประกอบด้วย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย             ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336   รายงานวันนี้ หุ้น: AP          คำแนะนำ: ซื้อ          ราคาเป้าหมาย (บาท): 6.20           สัปดาห์ที่แล้ว AP เปิดตัว Rhythm สุขุมวิท 44 ซึ่งเป็นคอนโดระดับกลาง-บน อัตราการจอง 51%           อัตราการจองสูงกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 30%           เราคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2557 แต่ราคาหุ้นอาจปรับตัวขึ้นไปก่อนจากแนวโน้มยอดจองที่ดี           มูลค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549-53อยู่มาก (PER ที่ 5.9 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 8.2 เท่า)   นักวิเคราะห์: นฤมล เอกสมุทร Tel. (662) 618-1345   กลุ่ม: ปิโตรเคมี          คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน          ราคาเป้าหมาย (บาท): -           ส่วนต่างโอเลฟินส์ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน           ส่วนต่าง HDPE แข็งแกร่ง ในขณะที่ส่วนต่าง MEG ขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปี           ส่วนต่าง PVC ยังทรงตัวที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์   นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343   หุ้น: SCC          คำแนะนำ: ซื้อ          ราคาเป้าหมาย (บาท): 456.00           เราเชื่อว่าการดำเนินงานที่อ่อนตัวในไตรมาส 2/54 ได้ถูกรับรู้ไปในราคาแล้ว กำไรสุทธิจะกลับมาสู่แนวโน้มขาขึ้นในไตรมาส 3/54           จะใช้เงินที่ได้จากการขายการลงทุนใน PTTCH ขยายธุรกิจในเอเชีย           จะผันตัวเองจากที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศเป็นผู้นำด้านสินค้าเพิ่มมูลค่า   นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344   หุ้น: KBANK          คำแนะนำ: ซื้อ          ราคาเป้าหมาย (บาท): 160.00           รายงานสินเชื่อขยายตัว 16.3% YoY ในเดือน พ.ค.           การขยายตัวของสินเชื่อในเดือน พ.ค. สูงกว่าที่ตลาดคาดหนุนโดยสินเชื่อบริษัทและสินเชื่อเอสเอ็มอี           เราคาดสินเชื่อขยายตัว 12% ในปีนี้และ 10% ในปีหน้า           มูลค่าไม่แพงโดย PBV อยู่ที่ 1.6 เท่า เรามองว่ามีโอกาสขึ้นไปซื้อขายที่ระดับ PBV  ที่ 2.3 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2550   นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344   หุ้น: ADVANC          คำแนะนำ: ซื้อ          ราคาเป้าหมาย (บาท): 123.00           ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. เราคิดว่ารัฐบาลใหม่จะไม่นำประเด็นเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานในอดีตกลับมาเป็นประเด็นที่โจมตี ADVANC อีก           เรามองแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/54 ดีกว่าที่คาดไว้เดิม           มีโอกาสสูงที่จะได้รับการเลือกให้เป็นเอ็มวีเอ็นโอของทีโอที   นักวิเคราะห์: ประสิทธ์ สุจิรวรกุล Tel. (662) 618-1342             หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม   ทันข่าว...ก้าวทันหุ้น           BMCL           BMCL คาดไตรมาส 2/54 จะขาดทุนสุทธิลดลงจากไตรมาสแรก ตามจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ขณะที่คาดว่ารายได้ทั้งปีนี้จะเติบโต 8% จากปีก่อน มาที่ 1.7 พันล้านบาท จากจำนวนผู้โดยสารทั้งปีนี้ที่จะเติบโตราว 4-5% และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10% ในปีหน้า และปีหน้าบริษัทมีแผนปรับขึ้นค่าโดยสาร ตามอัตราเงินเฟ้อ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 55 (รอยเตอร์)             CK           การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผย CK ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักในโครงการโรงไฟฟ้าไซยะบุรีในลาว แจ้งว่ามีแนวโน้มที่ลาว อาจจะไม่เลื่อนการก่อสร้างโครงการดังกล่าว (รอยเตอร์)             NOBLE           บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของ NOBLE ที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้ม “Stable หรือคงที่” ในขณะเดียวกัน ยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกัน ในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท ของบริษัทที่ระดับ “BBB” ด้วย โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ ไปจ่ายชำระหนี้เดิม และใช้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (รอยเตอร์)             TRT           TRT เผยลงนามในสัญญารับงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า ให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มูลค่ากว่า 517 ล้านบาท (รอยเตอร์)   Technical Analysis           Security: CK           Position: ซื้อ           เป้าหมาย 8/8.2           Stop loss

Advertisement Replay Ad
แนวคิดการลงทุน - 5 ข้อควรรู้ 'ก่อนคิด ออมในหุ้น'

แนวคิดการลงทุน - 5 ข้อควรรู้ 'ก่อนคิด ออมในหุ้น'

หุ้นปิดบวก 18.13 จุด แตะระดับ 1,709.38 จุด

หุ้นปิดบวก 18.13 จุด แตะระดับ 1,709.38 จุด

Dual Momentum Model : 17/11/2017

Dual Momentum Model : 17/11/2017

AT THE Market (#ATM) : 17/11/2017

AT THE Market (#ATM) : 17/11/2017

ส่องตลาด...ภาคบ่าย 17 พฤศจิกายน 2560

ส่องตลาด...ภาคบ่าย 17 พฤศจิกายน 2560

วิเคราะห์ตลาดภาคบ่าย Afternoon Trade 17 พ.ย. 2017

วิเคราะห์ตลาดภาคบ่าย Afternoon Trade 17 พ.ย. 2017

SPALI - Hold : บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) - SPALI

SPALI - Hold : บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) - SPALI

SIRI - Buy : บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) - SIRI

SIRI - Buy : บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) - SIRI

QH - Hold : บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) - QH

QH - Hold : บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) - QH

GUNKUL - Buy : บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) - GUNKUL

GUNKUL - Buy : บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) - GUNKUL

AP - Buy : บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) - AP

AP - Buy : บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) - AP

LPN - Hold : บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) - LPN

LPN - Hold : บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) - LPN

TSR - บริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) - TSR

TSR - บริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) - TSR

ZOOM : 17/11/2017

ZOOM : 17/11/2017

EPG - บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - EPG

EPG - บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - EPG

LOXLEY - ทยอยซื้อ : บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) - LOXLEY

LOXLEY - ทยอยซื้อ : บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) - LOXLEY

หุ้นเปิดบวก 11.24 จุด เพิ่มขึ้น 472 หลักทรัพย์

หุ้นเปิดบวก 11.24 จุด เพิ่มขึ้น 472 หลักทรัพย์

EPG - Buy : บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - EPG

EPG - Buy : บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) - EPG

Daily Market Monitor : 17/11/2017

Daily Market Monitor : 17/11/2017

ครบเครื่องการลงทุนกับฟิลลิป : 17/11/2017

ครบเครื่องการลงทุนกับฟิลลิป : 17/11/2017

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์