คสช.ไฟเขียว โละขายยาง 2.1 แสนตัน ยอม ขาดทุนยับเยินกว่า 50%

คสช.ไฟเขียว โละขายยาง 2.1 แสนตัน ยอม ขาดทุนยับเยินกว่า 50%

คสช.ไฟเขียว โละขายยาง 2.1 แสนตัน ยอม ขาดทุนยับเยินกว่า 50%

Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

ไฟเขียว โละขายยาง 2.1 แสนตัน ยอม ขาดทุนยับเยินกว่า 50% ขายให้ผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ไม่ต้องประมูล วงเงิน 6,040 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯขายยางในสต็อก 2.1 แสนตัน กับผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ซึ่งในต้นสัปดาห์นี้ กระทรวงเกษตรฯจะลงนามกับผู้ประกอบการดังกล่าว เพื่อส่งมอบยางล็อตแรกจำนวน 1 แสนตัน วงเงิน 6,040 ล้านบาท  แยกเป็นยางแท่ง 4 หมื่นตัน ราคากก.ละ 58 บาท รวม วงเงิน 2,320 ล้านบาท และ ยางแผ่นรมควัน 6 หมื่นตัน ราคากก.ละ 62 บาท รวมวงเงิน 3,720 ล้านบาท

         
“การขายยางในสต็อกดังกล่าวถือว่ากระทรวงเกษตรฯอดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากยางของเกษตรกรที่ออกสู่ตลาดในขณะนี้มีน้อย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถหาซื้อยางจำนวนมาก โดยการเก็บสต็อกยางไว้จะส่งผลให้กระทรวงเกษตรฯต้องรับภาระค่าบริหารจัดการที่สูงมาก อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อราคายางที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงปลายปี  ดังนั้นการระบายยางในช่วงนี้จึงเป็นการแก้ไขปัญหาราคายางได้ระดับหนึ่ง และคาดว่าระดับราคายางจะปรับตัวเข้าสู่ปกติในระยะต่อไป” แหล่งข่าวกล่าว

          
แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ตามนโยบาย คสช.ที่เร่งแก้ไขปัญหายางพารา โดยเฉพาะในส่วนที่ค้างอยู่ในสต็อกจำนวน 2.1 แสนตัน ซึ่งเป็นยางที่องค์การสวนยาง (อสย.) ได้รับซื้อ กก.ละ 100 บาท ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางที่ได้ต่อระยะโครงการถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 นี้ โดยยางจำนวนดังกล่าว ถือว่าเป็นภาระของอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ มุ่งจะใช้ยางดังกล่าวในการก่อสร้างถนน และปูพื้นสนามกีฬา แต่การดำเนินการลักษณะดังกล่าวทำได้ช้า และใช้ยางในสต็อกไม่มากนัก การระบายเพื่อตัดภาระและไม่ให้เป็นตัวถ่วงราคายางที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ก็ควรจะระบายออกสู่ตลาดเพื่อเป็นการรีเซ็ตทั้งระบบ” แหล่งข่าวกล่าว

          
ทั้งนี้  การรีเซ็ตในช่วง 5 เดือนหลังของปี 2557 นี้ ต้องยอมรับภาวะการขาดทุน  เนื่องจากราคายางในตลาดยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในกรณีที่ อสย. ต้องดำเนินการขายยางทั้งหมด ในระยะเวลาที่กำหนด ทางรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบผลการขาดทุนที่เกิดขึ้น ซึ่งในเบื้องต้น อสย. ได้เจราจากับผู้ค้ายางในประเทศทั้งหมดแล้ว เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา และพบว่าผู้ค้าสนใจที่จะรับยางซื้อจำนวนมาก เนื่องจากยางที่ออกสู่ตลาดในช่วงนี้มีน้อยจากปริมาณฝนตกในภาคใต้

        
อย่างไรก็ตามผู้ค้าส่วนใหญ่เสนอราคารับซื้อที่ราคาตลาด  ประมาณกก.ละ 50-51 บาท มีเพียงผู้ค้ารายเดียวที่เสนอราคาสูงสุด เฉลี่ย 60 บาท และยินดีจะซื้อล็อตใหญ่ 1 แสนตัน ซึ่ง อสย. อยู่ระหว่างต่อรองราคารวมทั้งปริมาณการขายหากได้ราคาที่ดีก็มีเป้าหมายจะเทขายทั้งหมด เพื่อให้ทันกับระยะเวลาที่จำกัด เหลือเพียง 5 เดือนนี้เท่านั้นก่อนสิ้นอายุโครงการ และไม่สมควรจะต่ออายุได้อีกต่อไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพยางในสต็อก

      
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนราคายางที่ตกต่ำในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าทั้งไทยและต่างประเทศ  ทำให้การสร้างเสถียรภาพทางด้านราคาทำได้ยาก แต่จากโครงสร้างของการค้ายางของไทย จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนที่สำคัญคือ กลุ่มพ่อค้าคนกลางยี่ปั๊วซาปั๊ว  เทรดเดอร์ และสถาบันเกษตรกร  ใน 3 กลุ่มนี้ คนที่รับซื้อยางที่ให้ราคาดีที่สุดคือเทรดเดอร์ แต่เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะมีปัญหาเรื่องการขนส่ง และการจ่ายเงินที่ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปของเครดิตหรือเช็ค ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกรที่ส่วนใหญ่ชอบให้จ่ายเงินสด
      
“กลุ่มที่เข้าถึงเกษตรกรได้ง่ายที่สุดคือยี่ปั๊วซาปั๊ว ผู้ค้ากลุ่มนี้จะเข้าไปรับซื้อตามสวน และตลาดกลางแต่จะกดราคารับซื้อหลากหลายวิธีการ เช่น ปริมาณน้ำยางเกินความต้องการ คุณภาพยางไม่ดี หักค่าขนส่ง  ทำให้เกษตรกรได้รับราคาต่ำกว่าความเป็นจริง  ในขณะที่เทรดเดอร์ยังต้องพึ่งพาผู้ค้ากลุ่มนี้เพื่อรวบรวมปริมาณยาง เพื่อตัดวงจรดังกล่าว สถาบันเกษตรกรมีบทบาทสำคัญมาก  เพราะสามารถรับซื้อในราคาตลาดและใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่ การที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เห็นชอบให้สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกร เพื่อให้รับซื้อยางจากเกษตรเพิ่มขึ้น จึงเป็นวิธีการที่ถูกต้องหลังจากที่อสย. สามารถรีเซ็ตสต็อกยางได้ และสถาบันเกษตรกรดำเนินการรับซื้อยางจากเกษตรกรเพื่อแปรรูปขั้นต้นก่อนจำหน่ายให้เทรดเดอร์โดยตรง และจะส่งผลให้ระดับราคายางของไทยประตัวสูงขึ้น”แหล่งข่าวกล่าว

Advertisement Replay Ad
3 ศูนย์การค้าเครือ MBK เปิดจอดรถฟรี 7,000 คัน

3 ศูนย์การค้าเครือ MBK เปิดจอดรถฟรี 7,000 คัน

รมว.พณ.สั่ง3กรมทำแผนเชื่อมโยงสินค้าเกษตร

รมว.พณ.สั่ง3กรมทำแผนเชื่อมโยงสินค้าเกษตร

ปชช.ทยอยร่วมงานมหกรรมหนังสือต่อเนื่อง

ปชช.ทยอยร่วมงานมหกรรมหนังสือต่อเนื่อง

หอการค้ามั่นใจเศรษฐกิจไตรมาส4ขยายตัวดี

หอการค้ามั่นใจเศรษฐกิจไตรมาส4ขยายตัวดี

สถาบันอาหารเร่งยกระดับผลิตข้าวหอมมะลิครบวงจร

สถาบันอาหารเร่งยกระดับผลิตข้าวหอมมะลิครบวงจร

กรมบัญชีกลางเร่งติดตั้งEDCครบ1.8หมื่นเครื่องพ.ย.

กรมบัญชีกลางเร่งติดตั้งEDCครบ1.8หมื่นเครื่องพ.ย.

บัญชีกลาง เร่ง ติดเครื่อง EDC ร้านธงฟ้า 18,000 เครื่องเดือน พ.ย.นี้

บัญชีกลาง เร่ง ติดเครื่อง EDC ร้านธงฟ้า 18,000 เครื่องเดือน พ.ย.นี้

พาณิชย์ใช้ตลาดสร้างเข้มแข็งลดเหลื่อมล้ำดันศก.

พาณิชย์ใช้ตลาดสร้างเข้มแข็งลดเหลื่อมล้ำดันศก.

ผู้ประกอบการหวัง2ด.สุดท้ายของปีท่องเที่ยวฟื้น

ผู้ประกอบการหวัง2ด.สุดท้ายของปีท่องเที่ยวฟื้น

สรรพสามิตเผยบังคับใช้กม.แล้ว90%

สรรพสามิตเผยบังคับใช้กม.แล้ว90%

คมนาคมสั่งสนข.ปรับแผนขนส่งสินค้าชายฝั่ง

คมนาคมสั่งสนข.ปรับแผนขนส่งสินค้าชายฝั่ง

จิตติมองทองปี61ขาขึ้นกรอบ1245-1325$/ออนซ์

จิตติมองทองปี61ขาขึ้นกรอบ1245-1325$/ออนซ์

แรงงานให้ต่างด้าวบัตรชมพูอยู่ไทยถึง31มี.ค.61

แรงงานให้ต่างด้าวบัตรชมพูอยู่ไทยถึง31มี.ค.61

หุ้นไทยสัปดาห์หน้าติดตามประชุมธนาคารกลางยุโรป

หุ้นไทยสัปดาห์หน้าติดตามประชุมธนาคารกลางยุโรป

กสิกรไทยคาดเงินบาท24-27ต.ค.กรอบ33.00-33.30/$

กสิกรไทยคาดเงินบาท24-27ต.ค.กรอบ33.00-33.30/$

กสทช.ส่งรายได้Q3/60เข้ากองทุนดีอีแล้ว190ลบ.

กสทช.ส่งรายได้Q3/60เข้ากองทุนดีอีแล้ว190ลบ.

ปชช.ร่วมงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

ปชช.ร่วมงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

CIMBคาดเงินบาท23-27ต.ค.กรอบ33.00-33.40/$

CIMBคาดเงินบาท23-27ต.ค.กรอบ33.00-33.40/$

ผ่าสิทธิประโยชน์ประกันสังคม เก็บเงินสมทบเพิ่มได้อะไร?

ผ่าสิทธิประโยชน์ประกันสังคม เก็บเงินสมทบเพิ่มได้อะไร?

ก.แรงงานชวนแสดงความเห็นปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคม

ก.แรงงานชวนแสดงความเห็นปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคม

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์