รวยจริง!อึ้งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สินมากกว่าคนทั่วไป 9,000 เท่า

รวยจริง!อึ้งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สินมากกว่าคนทั่วไป 9,000 เท่า

รวยจริง!อึ้งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สินมากกว่าคนทั่วไป 9,000 เท่า

S! Money

สนับสนุนเนื้อหา

สถาบันอนาคตไทยฯ เผยผลศึกษา ‘8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย’ พบเกิดช่องว่างรายได้คนรวย-จนสูง 21 เท่า ความเหลื่อมล้ำด้านมั่นคั่งไทยรั้งท้ายอันดับโลก มีทรัพย์สินสูงกว่าคนทั่วไป 9 พันเท่า ‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ แนะเร่งสร้างความเท่าเทียมทางโอกาส เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม หวังยกระดับรายได้ แทนโครงการประชานิยม

วันที่ 4 เมษายน 2557 มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา จัดแถลงข่าวผลการศึกษา ‘8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย’ ณ มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ชั้น 23 อาคารดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์

โดยผลการศึกษา พบว่า

ข้อเท็จจริงที่ 1 ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้ดีขึ้นเลยจากเมื่อ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์ได้จากเดิมครอบครัวที่จนที่สุด 10% มีรายได้เฉลี่ย 1,429 บาท/เดือน ครอบครัวที่รวยที่สุด 10% มีรายได้เฉลี่ย 28,808 บาท/เดือน ผ่านมา 25 ปี รายได้ของครอบครัวที่รวยที่สุดโตขึ้นกว่า 3 เท่า ในขณะที่ครอบครัวที่จนที่สุดโตไม่ถึง 3 เท่า นั่นแสดงว่า กลุ่มที่มีรายได้น้อยไล่ตามกลุ่มรายได้สูงไม่ทัน ทำให้ปัจจุบันเกิดช่องว่างสูงถึง 21 เท่า จากที่เคยต่างกัน 20 เท่า เมื่อ 25 ปีก่อน

ข้อเท็จจริงที่ 2 ครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านที่จนที่สุด คือ ครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว มิใช่ชาวนาหรือเกษตรกรที่เข้าใจกัน ซึ่งคนชราที่มีอยู่ราว 40% นั้นมีรายได้หลักจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคอีสาน ส่วนกลุ่มใหญ่ที่สุดของครอบครัวรวยที่สุด 10% เป็นครอบครัวที่ประกอบอาชีพเฉพาะทาง เช่น หมอ วิศวกร คิดเป็น 40% ของครอบครัวในกลุ่มนี้ ส่วนอีก 12% เป็นเจ้าของธุรกิจ อีกทั้ง ราว 9% ของกลุ่มครอบครัวที่ร่ำรวยเป็นเกษตรกรภาคใต้ แสดงว่าการเป็นเกษตรกรไม่จำเป็นต้องยากจนเสมอไป

ข้อเท็จจริงที่ 3 เกือบครึ่งของครอบครัวไทยมีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท/เดือน รายได้เฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 23,000 บาท/เดือน ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงครอบครัวไม่ถึง 30% ที่มีรายได้สูงกว่า และคนส่วนมากราว 2 ใน 3 มีรายได้น้อยกว่านี้

ข้อเท็จจริงที่ 4 ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงแย่กว่าที่รายงานทั่วไปอย่างน้อย 25% จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ อยู่ที่ประมาณ 6.4 ล้านล้านบาท แต่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีการประมาณการเช่นกัน พบอยู่ที่ประมาณ 7.3 ล้านล้านบาท ซึ่งต่างจากที่สำรวจเกือบ 1 ล้านล้านบาท หรือหายไปราว 14% ของรายได้ครัวเรือนที่ได้จากการสำรวจ โดยการที่ข้อมูลรายได้ที่สำรวจมาไม่ครบแล้วขาดรายได้ของครอบครัวที่มีฐานะนั้น แสดงว่าความเหลื่อมล้ำของจริงต้องสูงกว่าที่รายงานอยู่ในปัจจุบัน

ถ้านำรายได้เกือบ 1 ล้านล้านบาท กลับมารวมเข้าไปในกลุ่มที่รวยที่สุด 20% ความแตกต่างกับกลุ่มที่จนที่สุด 20% จะเพิ่มจาก 11 เท่า เป็น 14 เท่า หรือกว่า 25% โดยจะมีผลให้การจัดอันดับความเหลื่อมล้ำของไทยจากเดิมอยู่ที่อันดับ 121 ตกลงไปอยู่ที่ 135 จากทั้งหมด 157 ประเทศ ใกล้เคียงสวาซิแลนด์และเอลซัลวาดอร์

ข้อเท็จจริงที่ 5 ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่เกือบอันดับสุดท้ายของโลก โดยไทยอยู่อันดับ 162 จาก 174 ประเทศ ใกล้เคียงกับเวเนซูเอลาและอินโดนีเซีย ขณะที่ประเทศในอาเซียนอย่างเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 34 และมาเลเซีย อันดับที่ 159 ส่วนญี่ปุ่นนั้นนับเป็นประเทศในเอเชียที่มีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด อันดับที่ 11

ข้อเท็จจริงที่ 6 ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แต่ละครอบครัวรวยกว่าอีก 99.999% ของครอบครัวไทย โดยทั้งหมด 500 คน ที่ได้รับเลือกตั้งมาเมื่อปี 2554 นั้น มีทรัพย์สินเฉลี่ย 81 ล้านบาท มากกว่ามูลค่าทรัพย์สินของ 99.999% ของครอบครัวไทย ซึ่งถ้านำทรัพย์สินของส.ส.ทั้งหมดมารวมกันจะมีมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากพอ ๆ กับทรัพย์สินของเกือบ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน

เมื่อดูข้อมูลเฉพาะผู้นำประเทศอย่างนายกรัฐมนตรีของไทย 'น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' มีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าคนที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกึ่งกลางเกือบ 9,000 เท่า ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย (2,000 เท่า) ฟิลิปปินส์ (650 เท่า) อังกฤษ (50 เท่า) และออสเตรเลีย (9 เท่า)

ข้อเท็จจริงที่ 7 นอกจากรายได้และทรัพย์สินยังมีความเหลื่อมล้ำในมิติอื่น ๆ เช่น การเข้าถึงการศึกษา สาธารณสุขที่มีคุณภาพ โดยพบว่า นอกจากกลุ่มคนที่รวยที่สุดจะมีรายได้และทรัพย์สินสูงกว่ากลุ่มคนที่จนที่สุดแล้ว ลูกหลานของครอบครัวดังกล่าวยังได้ศึกษาในโรงเรียนที่ดีกว่าด้วย กระทั่งมีโอกาสได้เรียนต่อถึงระดับปริญญาตรี แม้แต่การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน เด็กในครอบครัวที่รวยยังสอบผ่านการทดสอบระดับนานาชาติ (PISA) มากกว่าเด็กในครอบครัวที่จนที่สุด

ข้อเท็จจริงที่ 8 ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดที่ควรแก้คือความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนมีรายได้เท่ากัน แต่สิ่งที่ทำได้คือการให้โอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการของรัฐ โดยเฉพาะการศึกษาและสาธารณสุขที่มีคุณภาพ จึงจะสามารถยกระดับให้ทุกคนมีรายได้ขั้นสูงขึ้นได้

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า จากข้อมูลผลการศึกษาดังกล่าวสิ่งที่ต้องทำทันทีจำเป็นต้องแก้ไขความเหลื่อมล้ำให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน เพราะหากจะแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินให้ได้นั้นต้องใช้ระยะเวลายาวนาน

“ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสสามารถสร้างความขัดแย้งต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะรับได้ที่ชีวิตเกิดมาไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่จะทำให้หลายคนรับไม่ได้ คือ โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน” ประธานฯ สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าว และเปรียบว่าเหมือนกับคนวิ่งแข่ง ทุกคนจะรับได้กับกติกาแพ้ชนะ แต่หากมีจุดเริ่มการแข่งขันไม่เท่ากันหรือไม่ได้รับโอกาสเข้าร่วมแข่งขัน สิ่งนี้จะรับไม่ได้และสร้างความขัดแย้งให้สูงขึ้น

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวด้วยว่า ในช่วงนี้ที่มีหลายคนรู้สึกว่ามีการนำเงินภาษีไปใช้ในโครงการประชานิยมที่ไม่เหมาะสม เรียกง่าย ๆ ว่านำเงินกลุ่มหนึ่งไปให้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งการมุ่งเน้นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้จะทำให้มีคนได้และเสีย แต่หากหันมามุ่งเน้นความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมที่เท่าเทียมกัน ทุกคนจะมีสิทธิมากขึ้น 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวอิศรา http://www.isranews.org

ติดตามอ่านต่อได้ที่  http://www.isranews.org/isranews-news/item/28409-future1.html

Advertisement Replay Ad
ไฟแนนเชียล ไทมส์ ไม่เชื่อ 'สมาร์ทซิตี้' เป็นเมืองสำหรับประชากรในอนาคต

ไฟแนนเชียล ไทมส์ ไม่เชื่อ 'สมาร์ทซิตี้' เป็นเมืองสำหรับประชากรในอนาคต

ร้านเบอร์เกอร์ In-N-Out แซงหน้า Google บริษัทน่าทำงานปี 2018

ร้านเบอร์เกอร์ In-N-Out แซงหน้า Google บริษัทน่าทำงานปี 2018

การบินไทย ติดอันดับ 8 สายการบินข้ามทวีปยอดเยี่ยม

การบินไทย ติดอันดับ 8 สายการบินข้ามทวีปยอดเยี่ยม

เปิดเผยแล้ว 'เจ้าชายซาอุฯ' คือผู้ชนะการประมูลภาพเขียนชิ้นสุดท้ายของดา วินชี

เปิดเผยแล้ว 'เจ้าชายซาอุฯ' คือผู้ชนะการประมูลภาพเขียนชิ้นสุดท้ายของดา วินชี

SCB ปิด 59 สาขาปีหน้า สะท้อนเทรนด์ Digital Banking มาแน่

SCB ปิด 59 สาขาปีหน้า สะท้อนเทรนด์ Digital Banking มาแน่

จากดอยสู่แก้ว การเดินทางของเมล็ดกาแฟที่เป็นมากกว่าเครื่องดื่มของคนเมือง

จากดอยสู่แก้ว การเดินทางของเมล็ดกาแฟที่เป็นมากกว่าเครื่องดื่มของคนเมือง

เผยโฉมเพชร 709 กะรัต ที่มีมูลค่าสูงถึง 212 ล้านบาท

เผยโฉมเพชร 709 กะรัต ที่มีมูลค่าสูงถึง 212 ล้านบาท

ปตท.ลดน้ำมันทุกชนิด 40 สต. E85 ลง 20 สต. มีผลพรุ่งนี้

ปตท.ลดน้ำมันทุกชนิด 40 สต. E85 ลง 20 สต. มีผลพรุ่งนี้

กรมธุรกิจพลังงานเสนอ ‘ยกเลิก’ แก๊สโซฮอล์ 91

กรมธุรกิจพลังงานเสนอ ‘ยกเลิก’ แก๊สโซฮอล์ 91

รู้หรือไม่? 5 อาชีพนี้ขอกู้ยาก

รู้หรือไม่? 5 อาชีพนี้ขอกู้ยาก

สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แนะตั้งองค์กรดูแล 'เงินออม' สำหรับวัยเกษียณ

สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แนะตั้งองค์กรดูแล 'เงินออม' สำหรับวัยเกษียณ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กังวลไทยการเกิดต่ำ แนะรัฐควรส่งเสริมการมีบุตร

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กังวลไทยการเกิดต่ำ แนะรัฐควรส่งเสริมการมีบุตร

สหภาพยุโรป เผยรายชื่อ 17 ประเทศบัญชีดำ ฐานสนับสนุนการหลบเลี่ยงภาษี

สหภาพยุโรป เผยรายชื่อ 17 ประเทศบัญชีดำ ฐานสนับสนุนการหลบเลี่ยงภาษี

ผักกวางตุ้งสดๆ เสิร์ฟผ่านเฟสบุ๊ค สร้างรายได้อย่างงามแก่เกษตรกร

ผักกวางตุ้งสดๆ เสิร์ฟผ่านเฟสบุ๊ค สร้างรายได้อย่างงามแก่เกษตรกร

อังกฤษและอียู ยังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องเงื่อนไข 'Brexit'

อังกฤษและอียู ยังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องเงื่อนไข 'Brexit'

คู่แฝด Winklevoss มหาเศรษฐีพันล้านจาก Bitcoin คือใคร?

คู่แฝด Winklevoss มหาเศรษฐีพันล้านจาก Bitcoin คือใคร?

แนะนำหนังสือ 5 เล่ม ที่ Richard Branson อยากให้คุณได้อ่าน

แนะนำหนังสือ 5 เล่ม ที่ Richard Branson อยากให้คุณได้อ่าน

สรุปยอดใช้จ่ายช็อปช่วยชาติวันสุดท้าย

สรุปยอดใช้จ่ายช็อปช่วยชาติวันสุดท้าย

คลังพึงพอใจนโยบาย 'ช็อปช่วยชาติ' ได้ผลตอบรับดี

คลังพึงพอใจนโยบาย 'ช็อปช่วยชาติ' ได้ผลตอบรับดี

เปิดอาณาจักรธุรกิจ 'Alibaba'

เปิดอาณาจักรธุรกิจ 'Alibaba'

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์